ข้ามไปเนื้อหา

รัฐธรรมนูญไอร์แลนด์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
รัฐธรรมนูญไอร์แลนด์
ภาพรวม
ชื่อต้นฉบับBunreacht na hÉireann
ท้องที่ใช้ไอร์แลนด์
วันประกาศ1 กรกฎาคม ค.ศ. 1937
มีผลใช้บังคับ29 ธันวาคม 1937; 88 ปีก่อน (1937-12-29)
ระบบรัฐเดี่ยว สาธารณรัฐระบบรัฐสภา
โครงสร้างรัฐบาล
ฝ่าย
ประมุขแห่งรัฐประธานาธิบดีไอร์แลนด์
ฝ่ายนิติบัญญัติสองสภา (ดาลเอเรินและชานัดเอเริน)
ฝ่ายบริหารรัฐบาลไอร์แลนด์
ฝ่ายตุลาการ
ประวัติศาสตร์
แก้ไขเพิ่มเติม (ครั้ง)32
แก้ไขครั้งล่าสุด11 มิถุนายน 2019; 7 ปีก่อน (2019-06-11)
เอกสารอ้างอิงConstitution of Ireland
ฉบับก่อนหน้ารัฐธรรมนูญเสรีรัฐไอริช
เอกสารฉบับเต็ม
Constitution of Ireland (consolidated text) ที่วิกิซอร์ซ

รัฐธรรมนูญไอร์แลนด์ (ไอริช: Bunreacht na hÉireann; ออกเสียง: [ˈbˠʊnˠɾˠəxt̪ˠ n̪ˠə ˈheːɾʲən̪ˠ]; อังกฤษ: Constitution of Ireland) เป็นกฎหมายสูงสุดของไอร์แลนด์ รัฐธรรมนูญยืนยันว่าอำนาจอธิปไตยมีที่มาจากประชาชน กำหนดระบบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนและสาธารณรัฐระบบรัฐสภา รับรองสิทธิพื้นฐาน ตลอดจนวางโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ประมุขแห่งรัฐคือประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงและมีบทบาทส่วนใหญ่ในเชิงพิธีการ

รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่สองของรัฐไอร์แลนด์นับตั้งแต่ได้รับเอกราช โดยใช้แทนรัฐธรรมนูญเสรีรัฐไอริช ค.ศ. 1922[1] ประชาชนให้ความเห็นชอบแก่รัฐธรรมนูญในการลงประชามติเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1937 และรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 29 ธันวาคมปีเดียวกัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในการลงประชามติระดับชาติ[2]

ภูมิหลัง

[แก้]

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้แทนรัฐธรรมนูญเสรีรัฐไอริชซึ่งมีผลบังคับนับตั้งแต่ก่อตั้งเสรีรัฐไอริชเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1922[3] รัฐธรรมนูญเดิมมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสนธิสัญญาอังกฤษ–ไอริช ซึ่งเป็นประเด็นแบ่งแยกทางการเมืองระหว่างฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านสนธิสัญญา ฝ่ายต่อต้านส่วนหนึ่งเคยใช้นโยบายงดเว้นเข้าร่วมสถาบันของเสรีรัฐ ก่อนที่กลุ่มนำโดยเอมอน เดอ วาเลราจะก่อตั้งพรรคฟีอันนา ฟอลใน ค.ศ. 1926 และขึ้นเป็นรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 1932[4]

ธรรมนูญเวสต์มินสเตอร์ ค.ศ. 1931 รับรองความเป็นอิสระทางนิติบัญญัติของประเทศในเครือจักรภพ และเปิดทางให้เอรัฆตัสแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเสรีรัฐได้ รัฐบาลเดอ วาเลราจึงยกเลิกบทบัญญัติหลายส่วนของระบอบเดิม รวมทั้งคำปฏิญาณความจงรักภักดี การอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการตุลาการแห่งสภาองคมนตรี และตำแหน่งข้าหลวงใหญ่[5] วิกฤตการณ์สละราชสมบัติของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1936 ถูกใช้เป็นโอกาสปรับความสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์[6] อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังเห็นว่าควรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนการแก้ไขฉบับเดิมต่อไป ทั้งเพื่อขจัดความเชื่อมโยงกับข้อตกลง ค.ศ. 1922 และเพื่อให้องค์กรของรัฐสะท้อนอัตลักษณ์ไอริชมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านการใช้ชื่อและคำศัพท์ภาษาไอริช[7]

การร่างและการประกาศใช้

[แก้]
เอมอน เดอ วาเลรามีบทบาทนำในการจัดทำรัฐธรรมนูญ

การจัดทำรัฐธรรมนูญดำเนินขึ้นภายใต้การนำของเดอ วาเลรา ซึ่งขณะนั้นเป็นประธานสภาบริหารแห่งเสรีรัฐไอริช จอห์น เจ. เฮิร์น ที่ปรึกษากฎหมายกระทรวงการต่างประเทศ มีบทบาทสำคัญในการร่างฉบับภาษาอังกฤษ ส่วน Micheál Ó Gríobhtha แห่งกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อฉบับภาษาไอริช ข้อความทั้งสองภาษาได้รับการจัดทำควบคู่กัน มิใช่เพียงการแปลฉบับหนึ่งจากอีกฉบับหนึ่ง จึงมีรายละเอียดบางแห่งแตกต่างกัน ตามมาตรา 25.5.4 หากข้อความในฉบับลงทะเบียนอย่างเป็นทางการขัดกัน ฉบับภาษาไอริชมีผลเหนือกว่า

โปสเตอร์ของฟิเนเกลรณรงค์ให้ลงคะแนนคัดค้านรัฐธรรมนูญในการลงประชามติ ค.ศ. 1937

ดาลเอเรินให้ความเห็นชอบแก่ร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1937 ก่อนนำไปลงประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 1 กรกฎาคม ผู้มาใช้สิทธิร้อยละ 56.52 ลงคะแนนเห็นชอบ และร้อยละ 43.48 ลงคะแนนไม่เห็นชอบ โดยมีผู้มาใช้สิทธิคิดเป็นร้อยละ 75.84 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ค.ศ. 1937

การใช้กระบวนการลงประชามติซึ่งต่างจากกลไกแก้ไขรัฐธรรมนูญเสรีรัฐเดิม ก่อให้เกิดข้อถกเถียงทางกฎหมายว่ารัฐธรรมนูญใหม่เป็นผลจากการแก้ไขโดยชอบหรือเป็นการสถาปนาระเบียบรัฐธรรมนูญใหม่ เดอ วาเลราให้เหตุผลว่าความชอบธรรมมาจากอำนาจอธิปไตยของประชาชน และผู้พิพากษาที่ประสงค์ดำรงตำแหน่งต่อภายใต้ระบอบใหม่ต้องประกาศว่าจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เนื้อหา

[แก้]

โครงสร้าง

[แก้]

ตัวบทถาวรประกอบด้วยคำปรารภและมาตรา 1–50 แบ่งเป็นหมวดเกี่ยวกับชาติกับรัฐ (มาตรา 1–11) ประธานาธิบดี (มาตรา 12–14) เอรัฆตัส (มาตรา 15–27) รัฐบาล (มาตรา 28) ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (มาตรา 29) อัยการสูงสุด (มาตรา 30) สภาแห่งรัฐ (มาตรา 31–32) ผู้ตรวจการและผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (มาตรา 33) ศาล (มาตรา 34–37) การพิจารณาคดีอาญา (มาตรา 38–39) สิทธิพื้นฐาน (มาตรา 40–44) หลักนโยบายทางสังคม (มาตรา 45) การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการลงประชามติ (มาตรา 46–47) และบทบัญญัติเกี่ยวกับการยกเลิกรัฐธรรมนูญเดิมกับความต่อเนื่องของกฎหมาย (มาตรา 48–50) ฉบับดั้งเดิมยังมีบทเฉพาะกาล มาตรา 51–63 สำหรับเปลี่ยนผ่านสถาบันของเสรีรัฐเข้าสู่ระบอบใหม่

หลักพื้นฐานของรัฐ

[แก้]

มาตรา 1 รับรองสิทธิของชาติไอริชในการกำหนดระบอบการปกครองของตน ส่วนมาตรา 5 กำหนดว่าไอร์แลนด์เป็นรัฐเอกราช มีอธิปไตย และเป็นประชาธิปไตย มาตรา 6 ระบุว่าอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการทั้งปวงมีที่มา “ภายใต้พระผู้เป็นเจ้า จากประชาชน” มาตรา 4 กำหนดชื่อรัฐว่า “Éire” ในภาษาไอริช และ “Ireland” ในภาษาอังกฤษ ส่วนคำว่า “สาธารณรัฐไอร์แลนด์” เป็นคำบรรยายรัฐตามกฎหมาย ค.ศ. 1948 มิใช่ชื่อรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 กำหนดให้ธงสามสีเขียว ขาว และส้มเป็นธงชาติ

มาตรา 2 และ 3 ซึ่งแก้ไขภายหลังความตกลงวันศุกร์ประเสริฐ ค.ศ. 1998 แสดงความมุ่งหมายให้เกิดไอร์แลนด์ที่เป็นหนึ่งเดียวโดยสันติและด้วยความยินยอมของประชาชนในเขตอำนาจทั้งสองบนเกาะ มาตรา 2 ยอมรับสิทธิและสิทธิโดยกำเนิดของทุกคนที่เกิดบนเกาะไอร์แลนด์ในการเป็นส่วนหนึ่งของชาติไอริช แต่สิทธิได้สัญชาติของผู้เกิดบนเกาะมิได้เป็นสิทธิโดยไม่มีเงื่อนไขภายหลังการแก้ไขครั้งที่ 27 ค.ศ. 2004

ภาษา

[แก้]

มาตรา 8 กำหนดให้ภาษาไอริชเป็นภาษาประจำชาติและภาษาราชการภาษาแรก และภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการภาษาที่สอง กฎหมายอาจกำหนดให้ใช้ภาษาใดภาษาหนึ่งเพียงภาษาเดียวเพื่อวัตถุประสงค์ทางราชการบางประการได้

องค์กรของรัฐ

[แก้]

รัฐธรรมนูญกำหนดระบบรัฐสภา โดยมีประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงเป็นประมุขแห่งรัฐ และมีทีเชิฆเป็นหัวหน้ารัฐบาล เอรัฆตัสเป็นรัฐสภาแบบสองสภา ประกอบด้วยดาลเอเรินซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงและมีอำนาจเหนือกว่า กับชานัดเอเรินซึ่งเป็นสภาสูง มาตรา 34 วางหลักความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ โดยมีศาลสูงสุดเป็นศาลสูงสุดของประเทศ

สิทธิพื้นฐาน

[แก้]

มาตรา 40–44 รับรองสิทธิหลายประการ ได้แก่ ความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย สิทธิในชีวิต เสรีภาพ ชื่อเสียง และทรัพย์สิน หลักฮาบีอัสคอร์ปัส ความคุ้มครองเคหสถาน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การชุมนุม และการสมาคม ตลอดจนสิทธิที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว การศึกษา ทรัพย์สิน และศาสนา รัฐต้องไม่ให้สิทธิพิเศษแก่ศาสนาใดและต้องไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความเชื่อหรือสถานะทางศาสนา รัฐธรรมนูญยังห้ามโทษประหารชีวิตและกฎหมายอาญาที่มีผลย้อนหลัง และกำหนดหลักการพิจารณาคดีอาญาร้ายแรงโดยคณะลูกขุน โดยมีข้อยกเว้นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

มาตรา 45 วางหลักนโยบายทางสังคมและเศรษฐกิจเพื่อเป็นแนวทางแก่เอรัฆตัส แต่กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าหลักเหล่านี้ไม่อยู่ภายใต้การวินิจฉัยของศาล

ภาวะฉุกเฉิน

[แก้]

มาตรา 28.3.3 เปิดทางให้เอรัฆตัสตรากฎหมายพิเศษในยามสงครามหรือการกบฏด้วยอาวุธ รวมถึงกรณีที่รัฐมิได้เข้าร่วมสงครามโดยตรงแต่รัฐสภาทั้งสองสภาเห็นว่าความขัดแย้งนั้นก่อให้เกิดภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ ความคุ้มครองดังกล่าวไม่อนุญาตให้ตรากฎหมายที่กำหนดโทษประหารชีวิต

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

[แก้]

มาตรา 29 วางหลักเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการผูกพันตามกฎหมายสหภาพยุโรป สนธิสัญญาระหว่างประเทศไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายภายในโดยอัตโนมัติ เว้นแต่เอรัฆตัสจะตรากฎหมายรองรับ จากคำพิพากษาในคดี Crotty v. An Taoiseach การให้สัตยาบันสนธิสัญญายุโรปที่เปลี่ยนแปลงขอบเขตอำนาจตามรัฐธรรมนูญอาจจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านประชามติก่อน

บทเฉพาะกาล

[แก้]

มาตรา 51–63 กำหนดการเปลี่ยนผ่านจากสถาบันของเสรีรัฐเข้าสู่ระบบใหม่ มาตรา 51 ให้อำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยกฎหมายธรรมดาในช่วงสามปีแรกและสิ้นผลใน ค.ศ. 1941 ตามมาตรา 51 และ 52 บทเฉพาะกาลไม่ปรากฏในตัวบททางการที่พิมพ์ภายหลังช่วงเวลาที่กำหนด แม้มาตรา 52–63 บางส่วนยังคงมีผลทางกฎหมาย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการลงประชามติ

[แก้]

มาตรา 46 กำหนดให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องผ่านหรือถือว่าผ่านเอรัฆตัส ก่อนนำไปให้ประชาชนลงประชามติ หากเสียงข้างมากของผู้ลงคะแนนเห็นชอบ ประธานาธิบดีจึงลงนามประกาศใช้เป็นกฎหมาย ไม่มีข้อกำหนดจำนวนผู้มาใช้สิทธิขั้นต่ำ และทุกมาตราของรัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขได้ด้วยกระบวนการนี้

จนถึง ค.ศ. 2019 มีบทแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้แล้ว 32 ครั้ง แม้หมายเลขร่างแก้ไขจะถึงครั้งที่ 38 เนื่องจากร่างบางฉบับไม่ผ่านประชามติ การแก้ไขครั้งล่าสุดคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญไอร์แลนด์ครั้งที่ 38 ซึ่งยกเลิกข้อกำหนดให้คู่สมรสต้องแยกกันอยู่เป็นระยะเวลาตามที่กำหนดก่อนศาลอนุญาตให้หย่า และเปิดทางให้กฎหมายรับรองการหย่าที่เกิดขึ้นในต่างประเทศบางกรณี

การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

[แก้]

ศาลมีอำนาจตรวจสอบว่ากฎหมายและการใช้อำนาจของรัฐสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลสูงมีเขตอำนาจพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย และศาลสูงสุดเป็นผู้วินิจฉัยขั้นสุดท้ายเมื่อมีการอุทธรณ์ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีอาจส่งร่างกฎหมายให้ศาลสูงสุดพิจารณาก่อนลงนามตามมาตรา 26 หลังปรึกษาสภาแห่งรัฐแล้ว หากศาลวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายนั้นไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและประธานาธิบดีลงนามเป็นกฎหมาย ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายนั้นจะไม่อาจถูกโต้แย้งในภายหลังได้

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. ↑ "Constitution of Ireland Bunreacht Na hÉireann". The All-Party Oireachtas Committee on the Constitution. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 21 กรกฎาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 24 สิงหาคม 2008.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. ↑ รัฐธรรมนูญไอร์แลนด์ มาตรา 46.2
  3. ↑ Forde, Michael; Leonard, David (2023). Constitutional Law of Ireland (พิมพ์ครั้งที่ 3rd). Dublin: Bloomsbury Professional. น. Paras. 1.05–1.08. ISBN 9781847667380.
  4. ↑ "Notable New Yorkers – Éamon de Valera". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2004.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  5. ↑ Forde, Michael; Leonard, David (2023). Constitutional Law of Ireland (พิมพ์ครั้งที่ 3rd). Dublin: Bloomsbury Professional. น. Paras. 1.05–1.07. ISBN 9781847667380.
  6. ↑ "Executive Authority (External Relations) Bill, 1936 – Committee Stage". Dáil Éireann debates. Oireachtas. 12 ธันวาคม 1936. สืบค้นเมื่อ 6 ธันวาคม 2017.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  7. ↑ Ferriter, Diarmuid (8 กรกฎาคม 2017). "Irish Constitution stands the test of time". The Irish Times. สืบค้นเมื่อ 28 ธันวาคม 2023.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)

อ่านเพิ่ม

[แก้]
  • Brian Farrell, De Valera's Constitution and Ours
  • Brian Doolan, Constitutional Law and Constitutional Rights in Ireland
  • Michael Forde and David Leonard, Constitutional Law of Ireland
  • John M. Kelly, The Irish Constitution
  • Dermot Keogh and Andrew McCarthy, The Making of the Irish Constitution 1937, Mercier Press, 2007, ISBN 978-1-85635-561-2
  • Micheál Ó Cearúil, Bunreacht na hÉireann: A Study of the Irish Text, All-Party Oireachtas Committee on the Constitution, 1999

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]