ประเทศอัฟกานิสถาน
เอมิเรตอิสลามอัฟกานิสถาน | |
|---|---|
| คำขวัญ: لا إله إلا الله، محمد رسول الله "ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ มุฮัมมะดุรเราะซูลุลลอฮ์" "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์" (ชะฮาดะฮ์) | |
| เพลงชาติ: "ดาเดอบาโตราโนโกร์"[2] | |
| สถานะ | รัฐสมาชิกสหประชาชาติที่มีรัฐบาลที่ไม่ได้รับการยอมรับ |
| เมืองหลวง และเมืองใหญ่สุด | คาบูล 34°31′N 69°11′E / 34.517°N 69.183°E[3] |
| ภาษาราชการ | |
| กลุ่มชาติพันธุ์ | |
| ศาสนา | |
| เดมะนิม | ชาวอัฟกัน[b][12][13] |
| การปกครอง | รัฐเดี่ยว ระบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ[14] เอมิเรตในระบอบเทวาธิปไตยอิสลาม[15] |
| ฮิบะตุลลอฮ์ อาคุนซาดะฮ์ | |
| ฮาซัน อะคูน (รักษาการ) | |
| อับดุล ฮะกีม ฮะกอนี | |
| สภานิติบัญญัติ | สภาผู้นำ[16] |
| สถาปนา | |
| ค.ศ. 1709–1738 | |
| ค.ศ. 1747–1842 | |
• เอมิเรต | ค.ศ. 1823–1926 |
| 19 สิงหาคม ค.ศ. 1919 | |
| 9 มิถุนายน ค.ศ. 1926 | |
| 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1973 | |
| 7 กันยายน ค.ศ. 1996 | |
| 26 มกราคม ค.ศ. 2004 | |
| 15 สิงหาคม ค.ศ. 2021 | |
| พื้นที่ | |
• รวม | 652,864[17] ตารางกิโลเมตร (252,072 ตารางไมล์) (40) |
• แหล่งน้ำ (%) | น้อย |
| ประชากร | |
• ประมาณ ปลางปี 2024/2025 | 35–50 ล้าน[c] (36) |
• ความหนาแน่น | 64 ต่อตารางกิโลเมตร (165.8 ต่อตารางไมล์) |
| จีดีพี (อำนาจซื้อ) | ประมาณ 2023 |
• รวม | |
• ต่อหัว | |
| จีดีพี (ราคาตลาด) | ประมาณ 2023 |
• รวม | |
• ต่อหัว | |
| เอชดีไอ (2023) | ต่ำ (อันดับที่ 181) |
| สกุลเงิน | อัฟกานี (افغانی) (AFN) |
| เขตเวลา | UTC+4:30 ปฏิทินจันทรคติ[20] (เวลาอัฟกานิสถาน) |
| ไม่มี[21] | |
| รหัสโทรศัพท์ | +93 |
| โดเมนบนสุด | .af افغانستان. |
อัฟกานิสถาน (อังกฤษ: Afghanistan; ดารี/ปาทาน: افغانستان) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า เอมิเรตอิสลามอัฟกานิสถาน (อังกฤษ: Islamic Emirate of Afghanistan; ปาทาน: د افغانستان اسلامي امارت; ดารี: امارت اسلامی افغانستان) เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลในเอเชียใต้ มีอาณาเขตทางทิศตะวันตกติดกับประเทศอิหร่าน ทางทิศใต้และทิศตะวันออกติดกับปากีสถาน ทางทิศเหนือติดเติร์กเมนิสถาน อุซเบกิสถาน และทาจิกิสถาน ส่วนทางทิศตะวันออกสุดติดประเทศจีน มีอาณาเขต 652,000 ตารางกิโลเมตร มีกรุงคาบูลเป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ มีประชากรประมาณ 40–50 ล้านคน[c] ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาติพันธุ์ปาทาน ทาจิก ฮาซาราและอุซเบก
บริเวณนี้มีมนุษย์อยู่อาศัยมาอย่างน้อย 50,000 ปี[30] จนมีการตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่งอยู่ถาวรในบริเวณเมื่อ 9,000 ปีมาแล้ว ก่อนค่อย ๆ พัฒนาไปเป็นอารยธรรมสินธุ อารยธรรมอ็อกซัสและอารยธรรมเฮลมันด์ในสหัสวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล[31] ชาวอินโด-อารยันย้ายเข้ามา ตามด้วยความเจริญของวัฒนธรรม Yaz I ยุคเหล็ก (ประมาณ 1500–1100 ปีก่อน ค.ศ.) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมที่มีกล่าวถึงใน Avesta คัมภีร์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์[32] บริเวณนี้ได้ตกเป็นของเปอร์เซียในศตวรรษที่ 6 ก่อน ค.ศ. ไปจนถึงแม่น้ำสินธุ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาอำราจบุกครองดินแดนดังกล่าวในศตวรรษที่ 4 ก่อน ค.ศ. อาณาจักรกรีก-แบ็กเทรียเป็นปลายตะวันออกสุดของอารยธรรมกรีก ต่อมาดินแดนนี้ถูกพิชิตโดยอินเดียสมัยราชวงศ์เมารยะ ทำให้ศาสนาพุทธและฮินดูแพร่หลายในพื้นที่นี้หลายศตวรรษ พระเจ้ากนิษกะแห่งจักรวรรดิกุษาณะมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่ศาสนาพุทธนิกายมหายานเข้าสู่ประเทศจีนและเอเชียกลาง หลังจากนั้นมีราชวงศ์ที่นับถือพุทธปกครองดินแดนแถบนี้มาอีกหลายราชวงศ์
ศาสนาอิสลามเข้าสู่บริเวณนี้ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 7 แต่มีการเผยแผ่ศาสนาอย่างจริงจังระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึง 12 และมีการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์อยู่อีกหลายครั้ง ประวัติศาสตร์การเมืองของรัฐอัฟกานิสถานสมัยใหม่เริ่มต้นจากราชวงศ์ Hotak ซึ่งประกาศเอกราชในอัฟกานิสถานตอนใต้ใน ค.ศ. 1709 ต่อมามีการตั้งอาณาจักรดูรานีใน ค.ศ. 1747 ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 อัฟกานิสถานเป็นรัฐกันชนใน "เกมใหญ่" ระหว่างจักรวรรดิบริติชและรัสเซีย[33][34]
ในสงครามอังกฤษ-อัฟกันครั้งที่หนึ่ง (ค.ศ. 1839 ถึง 1842) กองทัพบริติชจากอินเดียเข้าควบคุมอัฟกานิสถานได้ แต่สุดท้ายเป็นฝ่ายแพ้ หลังสงครามอังกฤษ-อัฟกันครั้งที่สามใน ค.ศ. 1919 อัฟกานิสถานจึงปลอดจากอิทธิพลของต่างชาติ และได้เป็นราชาธิปไตยภายใต้พระเจ้าอมานุลเลาะห์ แต่ใน ค.ศ. 1973 มีการโค่นล้มระบอบกษัตริย์และเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ ใน ค.ศ. 1978 หลังมีรัฐประหารครั้งที่สอง อัฟกานิสถานกลายเป็นรัฐสังคมนิยม และถูกสหภาพโซเวียตรุกรานในสงครามโซเวียต–อัฟกานิสถานในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 ต่อกบฏมุญาฮิดีน หลังจากที่สหภาพโซเวียตถอนกำลังออกไป กลุ่มตอลิบานซึ่งเป็นพวกอิสลามมูลวิวัติก็ได้เข้ายึดครองประเทศใน ค.ศ. 1996 และปกครองประเทศด้วยระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ทำให้มีการลิดรอนสิทธิมนุษยชนและสิทธิสตรีในอัฟกานิสถานอย่างรุนแรง ต่อมากลุ่มตอลิบานถูกโค่นจากอำนาจหลังจากที่สหรัฐอเมริกาเข้ายึดครองครองใน ค.ศ. 2001 แต่ยังควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศได้ เนื่องจากรัฐบาลใหม่ของอัฟกานิสถานต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจจากสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมากมาก ทำให้มีการเรียกอัฟกานิสถานว่าเป็น"รัฐบริวารของสหรัฐฯ"[35] หลังจากที่สหรัฐอเมริกาถอนกำลังออกไป ก็มีการรุกครั้งใหญ่ของตอลิบานใน ค.ศ. 2021 ส่งผลให้ตอลีบานหวนคืนสู่อำนาจอีกครั้ง
อัฟกานิสถานมีระดับการก่อการร้าย ความยากจน จำกัดสิทธิสตรีโดย ตาลีบัน ภาวะทุพโภชนาการเด็กและการฉ้อราษฎร์บังหลวงสูง เศรษฐกิจมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 96 ของโลก โดยมีจีดีพีมูลค่า 72,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีจีดีพีต่อหัวต่ำมาก อยู่อันดับที่ 169 จาก 186 ประเทศใน ค.ศ. 2018 อัฟกานิสถานยังอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญรวมถึง ลิเทียม เหล็ก สังกะสี และ ทองแดง และเป็นหนึ่งประเทศผู้ผลิตฝิ่นรายใหญ่ของโลก[36] และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งองค์การความร่วมมืออิสลาม
นิรุกติศาสตร์
[แก้]นักวิชาการบางส่วนได้เสนอสมมติฐานว่ารากศัพท์ของชื่อ "Afghān" มีที่มาจากภาษาสันสกฤตคำว่า Aśvakan หรือ Assakan ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกเทือกเขาฮินดูกูชตั้งแต่สมัยโบราณ โดยคำว่า Aśvakan มีความหมายตรงตัวว่า "คนขี่ม้า", "คนเลี้ยงม้า" และ "ทหารม้า" (มาจากคำว่า aśva หรือ aspa ในภาษาสันสกฤต และ Avestan ซึ่งแปลว่า "ม้า")[37] อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางราย เช่น อิบราฮิม ข่าน แย้งว่า คำว่า "Afghān" เป็นคำในภาษาแบกเตรีย[38]
ในอดีตชื่อ "อัฟกัน" เป็นชื่อที่ใช้สื่อถึงชาวปาทาน[39] ชื่อ "Afġān" ซึ่งเป็นภาษาอาหรับและเปอร์เซียได้รับการรับรองครั้งแรกในหนังสือภูมิศาสตร์ Hudud al-'Alam ในศตวรรษที่ 10[40] ส่วนท้ายของชื่อที่ว่า "-stan" เป็นคำต่อท้ายในภาษาเปอร์เซียซึ่งแปลว่า "สถานที่" ดังนั้น "อัฟกานิสถาน" จึงมีความหมายตรงตัวว่า "ดินแดนแห่งอัฟกัน" หรือ "ดินแดนแห่งปัชตุน" อ้างอิงจากสารานุกรมอิสลามฉบับที่สาม[41]
นอกจากนี้ ที่มาของชื่ออัฟกานิสถาน (Afghānistān, land of the Afghans/Pashtuns, afāghina, sing. afghan) สามารถสืบไปถึงต้นศตวรรษที่ 8 ถึง ศตวรรษที่ 14 ในฐานะที่เป็นบริเวณที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกสุดของอาณาจักรของราชวงศ์ Kartids ต่อมา ชื่อนี้ถูกใช้เพื่อกล่าวถึงภูมิภาคในอาณาจักรอิหร่านซาฟาวิด และจักรวรรดิโมกุลซึ่งมีชาวอัฟกันเข้าไปตั้งถิ่นฐาน
ภูมิศาสตร์
[แก้]อัฟกานิสถานตั้งอยู่ระหว่างละติจูด 33 องศาเหนือ และลองจิจูด 65 องศาตะวันออก มีพื้นที่ 647,500 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงในเขตเทือกเขาฮินดูกูซ จุดที่ต่ำสุดอยู่ที่แม่น้ำอมู สูง 258 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ประเทศอัฟกานิสถานไม่มีทางออกสู่ทะเล
คำว่า "แสตน" (Stan) หมายถึงที่ดินหรือดินแดน ดังนั้น ชื่อของประเทศอัฟกานิสถานจึงหมายหมายความว่า ดินแดนของชาวอัฟกาน นอกจากนี้ คำว่า "แสตน" ยังใช้ในชื่อของเคอร์ดิสถาน อุซเบกิสถาน และประเทศในแถบเอเชียกลางอื่น ๆ อีกด้วย
ประวัติศาสตร์
[แก้]- พ.ศ. 2423 (ค.ศ. 1880) อังกฤษได้สถาปนาอับดุรเราะฮฺมาน เป็นอะมีร หลังจากที่ได้มีการรบราฆ่าฟัน ระหว่างเผ่าต่าง ๆ ในอัฟกานิสถานมาเป็นเวลานาน
- พ.ศ. 2444 (ค.ศ. 1901) อับดุรเราะฮฺมาน เสียชีวิต บุตรชายชื่อ ฮะบีบุลลอหฺ ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน
- พ.ศ. 2462 (ค.ศ. 1919) ฮะบีบุลลอหฺ ถูกสังหาร น้องชายชื่อ นัศรุลลอหฺ สถาปนาตนเองขึ้นเป็นอะมีร แต่ถูก อะมานุลลอหฺ บุตรชายของ ฮะบีบุลลอหฺ ขับไล่ แล้วขึ้นปกครองแทน
- พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) ขบวนการพวกเคร่งศาสนา ก่อการปฏิวัติ อะมีร ฮะบีบุลลอฮฺ หลบหนีออกนอกประเทศ สงครามกลางเมืองเกิดขึ้น บาชา อี ซาเกา นายทหารของเผ่าตาจิก ได้นำพลทหารเข้ายึดกรุงคาบูล เป็นเวลาหลายเดือน ต่อมาญาติคนหนึ่งของ อะมีร ฮะบีบุลลอหฺ ปราบปรามจนถูกสังหาร แล้วญาติคนนั้นก็สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ มีนามว่า นาดีร ชาหฺ
- พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933) กษัตริย์ นาดีร ชาหฺ ถูกสังหาร บุตรชายชื่อ ซอหิร ชาหฺ ขึ้นเป็นกษัตริย์
- พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) ดาวูด ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของกษัตริย์ ซอหิร ชาหฺ ก่อการปฏิวัติ กษัตริย์ ซอหิร ชาหฺ หนีไปลี้ภัยในอิตาลี ดาวูดสถาปนาตนเองขึ้นเป็นประธานาธิบดี
- พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) ดาวูด ถูกสังหาร หลังการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ นำโดย นูร มุฮัมมัด ฏอรอกี
- พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) ฏอรอกี ถูกสังหาร และ ฮะฟีซุลลอหฺ อะมีน สถาปนาตนเองขึ้นเป็นประธานาธิบดี
- เดือนธันวาคม ฮะฟีซุลลอหฺ อะมีน ถูกสังหาร โดยกองทัพที่ถูกส่งเข้ามาจากสหภาพโซเวียต บาบรัก การ์มาล ขึ้นเป็นประธานาธิบดี
- บาบรัก การ์มาล ถูกถอดออกจากตำแหน่ง และหนีไปสหภาพโซเวียต นะญีบุลลอหฺ ขึ้นเป็นประธานาธิบดี
- พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) พวกมุจาหิดีนอิสลาม ประสบความสำเร็จในการปฏิวัติต่อต้านคอมมิวนิสต์ ก่อตั้งรัฐบาลชั่วคราว โดยมี ซิบฆอตุลลอหฺ มุจัดดิดี เป็นประธานาธิบดี ต่อมา บุรฮานุดดีน ร่อบบบานี ขึ้นเป็นประธานาธิบดี สงครามกลางเมืองเกิดขึ้น
- พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) กลุ่มตอลิบานยึดกรุงคาบูลได้
อัฟกานิสถานเคยมีระบอบการปกครองแบบรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ จนกระทั่งปี 2516 พลโทซาดาร์ ข่าน (Sadar Khan) ได้ปฏิวัติยึดอำนาจ และเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐและสถาปนาตนเองขึ้นเป็นประธานาธิบดี แต่ผู้นำอัฟกานิสถานในยุคต่อมาเริ่มมีท่าทีใกล้ชิดสหรัฐฯ ทำให้สหภาพโซเวียตไม่พอใจและส่งกองกำลังเข้ายึดครองอัฟกานิสถานในปี 2522 เพื่อสถาปนาระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมขึ้นแทน
ระหว่างการยึดครองของสหภาพโซเวียต ปี 2522 - 2532 ได้เกิดขบวนการต่อต้านระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมในนามกลุ่มมูจาฮีดีน ซึ่งได้โค่นล้มรัฐบาลที่เข้าข้างสหภาพโซเวียตได้สำเร็จในปี 2535 แต่กลับไม่สามารถร่วมกันปกครองประเทศได้ เพราะเกิดความแตกแยกและแย่งชิงอำนาจกัน ในที่สุดกลุ่มนักศึกษาหัวรุนแรงที่ได้รับการศึกษาจากปากีสถานได้รวมตัวกันจัดตั้งกองกำลังตอลิบานขึ้น และมีความเข้มแข็งจนสามารถยึดกรุงคาบูลได้ในปี 2539 ตั้งรัฐบาลตอลิบานขึ้นปกครองประเทศโดยครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดอยู่จนถึงปี 2544
หลังเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน ในปี 2544 สหรัฐฯ ได้ส่งกองกำลังเข้าโจมตีอัฟกานิสถานเพื่อโค่นล้มรัฐบาลตอลิบาน และมุ่งที่จะจับนายอุซามะห์ บิน ลาดิน (Osama Bin laden) ซึ่งสหรัฐฯ สามารถโค่นล้มรัฐบาลตอลิบานได้สำเร็จในปลายปี 2544 และสหรัฐฯ สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวในอัฟกานิสถาน และมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการเมืองการปกครองในอัฟกานิสถานมาโดยตลอด
กระทั่งเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2564 สหรัฐอเมริกาโดยการนำของรัฐบาลนายโจ ไบเดิน ได้ทำการถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถาน กลุ่มตอลิบานจึงใช้โอกาสในการเข้าบุกอัฟกานิสถานอีกครั้ง และสามารถเข้ายึดกรุงคาบูลได้สำเร็จ ในวันที่ 15 สิงหาคม 2564[42]
การบริหาร
[แก้]- ฝ่ายนิติบัญญัติ
มีรัฐสภา (National Assembly) ซึ่งประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่ 1) สภาผู้แทนราษฎร (House of People หรือ Wolesi Jirga) ประกอบด้วยสมาชิกไม่เกิน 249 คน ได้รับการเลือกตั้งโดยตรง ดำรงตำแหน่งวาระ 5 ปี และ 2) สภาอาวุโส (House of Elders หรือ Meshrano Jirga) มีสมาชิก 102 คน ซึ่งแบ่งการสรรหาออกเป็น 3 วิธี ในจำนวนที่เท่า ๆ กัน โดยสมาชิก 34 คนได้รับเลือกจากคณะบริหารระดับจังหวัด (Provincial Council) ดำรงตำแหน่งวาระ 4 ปี สมาชิกอีก 34 คน ได้รับเลือกจากคณะบริหารระดับท้องถิ่น (Local District Council) ดำรงตำแหน่งวาระ 3 ปี และสมาชิกอีก 34 คน ได้รับแต่งตั้งจากประธานาธิบดี ดำรงตำแหน่งวาระ 5 ปี
นอกจากนี้ อาจมีการประชุมใหญ่ของผู้แทนทุกภาคส่วนที่เรียกว่า Loya Jirga ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดจากทั้งสองสภา ร่วมกับคณะกรรมการบริหารระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่นทั้งหมด โดยที่ประชุมใหญ่นี้จะจัดขึ้นเฉพาะกรณีที่ต้องพิจารณาประเด็นระดับชาติเท่านั้น คือ ประเด็นที่เกี่ยวกับเอกราช อธิปไตยของชาติ และเกี่ยวกับดินแดน รวมถึงการฟ้องร้องประธานาธิบดี
- ฝ่ายบริหาร
ประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขและหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีรองประธานาธิบดี 2 คน ซึ่งทั้งหมดดำรงตำแหน่งโดยการรับเลือกตั้งจากประชาชน มีวาระ 5 ปี และประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นาย Hamid Karzai ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญให้อำนาจประธานาธิบดีแต่งตั้งรัฐมนตรีร่วมบริหารประเทศ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และรัฐมนตรีมีจำนวนทั้งสิ้น 25 คน
ตามรัฐธรรมนูญของอัฟกานิสถาน กำหนดให้ประธานาธิบดีเป็นประมุขและผู้นำในการบริหารประเทศ มีการกระจายอำนาจการปกครองออกเป็นจังหวัด แบ่งออกเป็น 34 จังหวัด (Province) อย่างไรก็ตาม ในแง่การบริหารจัดการระบบการปกครองภายในประเทศยังไม่ดีนัก เนื่องจากเพิ่งฟื้นตัวจากสงคราม และอำนาจของรัฐบาลกลางยังครอบคลุมไม่ทั่วถึงพื้นที่ห่างไกล
กระทรวง
[แก้]| ลำดับที่ | ชื่อกระทรวงภาษาไทย | ชื่อกระทรวงภาษาอังกฤษ |
|---|---|---|
| 1 | กระทรวงเกษตร ชลประทานและปศุสัตว์ | Ministry of Agriculture, Irrigation and Livestock |
| 2 | กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรม | Ministry of Commerce and Industries |
| 3 | กระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ | Ministry of Communications and Information Technology |
| 4 | กระทรวงปราบปรามยาเสพติด | Ministry of Counter Narcotics |
| 5 | กระทรวงกลาโหม | Ministry of Defense |
| 6 | กระทรวงเศรษฐกิจ | Ministry of Economy |
| 7 | กระทรวงศึกษาธิการ | Ministry of Education |
| 8 | กระทรวงพลังงานและน้ำ | Ministry of Energy and Water |
| 9 | กระทรวงการคลัง | Ministry of Finance |
| 10 | กระทรวงการต่างประเทศ | Ministry of Foreign Affairs |
| 11 | กระทรวงพรมแดน ประชาชาติและชนเผ่า | Ministry of Frontiers, Nations and Tribal Affairs |
| 12 | กระทรวงฮัจญ์และการศาสนา | Ministry of Hajj and Religious Affairs |
| 13 | กระทรวงการอุดมศึกษา | Ministry of Higher Education |
| 14 | กระทรวงข้อมูลและวัฒนธรรม | Ministry of Information and Culture |
| 15 | กระทรวงกิจการภายใน | Ministry of Interior Affairs |
| 16 | กระทรวงยุติธรรม | Ministry of Justice |
| 17 | กระทรวงแรงงาน ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการและกิจการสังคม | Ministry of Labor, Martyrs, Disabled, & Social Affairs |
| 18 | กระทรวงเหมืองแร่และปิโตรเลียม | Ministry of Mines & Petroleum |
| 19 | กระทรวงสาธารณสุข | Ministry of Public Health |
| 20 | กระทรวงแรงงานสาธารณะ | Ministry of Public Works |
| 21 | กระทรวงผู้ลี้ภัยและการส่งตัวกลับ | Ministry of Refugees & Repatriation |
| 22 | กระทรวงการฟื้นฟูและพัฒนาชนบท | Ministry of Rural Rehabilitation and Development |
| 23 | กระทรวงคมนาคมและการบินพลเรือน | Ministry of Transport and Civil Aviation |
| 24 | กระทรวงการพัฒนาในเมืองและการเคหะ | Ministry of Urban Development & Housing |
| 25 | กระทรวงกิจการสตรี | Ministry of Women's Affairs |
| 26 | สำนักงานอัยการสูงสุด | Attorney General's Office |
- ฝ่ายตุลาการ
ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้อัฟกานิสถานมีศาลฎีกา (Supreme Court) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Stera Mahkama มีผู้พิพากษาจำนวน 9 คน แต่งตั้งโดยประธานาธิบดีและต้องให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ ดำรงตำแหน่งวาระ 10 ปี รองลงมามีศาลสูง (High Court) และศาลอุทธรณ์ (Appeals Court) ด้วย
การบริหารระดับจังหวัด
[แก้]แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดหน่วยงานระดับจังหวัดและท้องถิ่น คือ คณะบริหารระดับจังหวัด (Provincial Council) และคณะบริหารระดับท้องถิ่น (Local District Council) แล้ว แต่ดังที่กล่าวข้างต้นว่า ระบบการบริหารการปกครองของอัฟกานิสถานยังจัดการได้ไม่ดีนัก เนื่องจากเป็นระบบที่วางขึ้นใหม่ และอำนาจของรัฐบาลกลางยังอ่อนแอ ความเชื่อมโยงของการบริหารอำนาจระหว่างท้องถิ่นกับส่วนกลางจึงยังขาดความชัดเจน
การแบ่งเขตการปกครอง
[แก้]ประเทศอัฟกานิสถานแบ่งออกเป็น 34 จังหวัด หรือเรียกเป็นภาษาท้องถิ่นว่า เวลายัต (welayat) ได้แก่

บาดัคชาน บาดกิส บักลาน บัลข์ บามียัน ไดกอนดี ฟาราห์ ฟาร์ยาบ กัซนี กาวร์ เฮลมันด์ เฮราต เจาซ์จัน คาบูล กันดะฮาร์ กาปิซา คอสต์ โกนาร์ กอนดอซ ลักมาน เลาการ์ นันการ์ฮาร์ นิมรุซ นูเรสถาน โอรุซกัน ปักเตีย ปักติกา ปันจ์ชีร์ ปาร์วัน ซามันกัน ซารีโปล ตาคาร์ วาร์ดัก ซาโบล
เศรษฐกิจ
[แก้]
ประเทศอัฟกานิสถาน นอกจากถูกจัดให้เป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในเอเชียแล้ว ยังครองอันดับ 1 ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกอีกด้วย[ต้องการอ้างอิง]
นักวิเคราะห์ชี้ว่า สาเหตุที่ประเทศอัฟกานิสถานมีฐานะยากจนมากที่สุดมีปัจจัยหลายสาเหตุด้วยกัน อาทิ ประชากรในอัฟกานิสถานว่างงานกว่า 35%, กว่า 36% มีความเป็นอยู่ต่ำกว่ามาตรฐานของโลก, 2 ใน 3 ของประชากรมีชีวิตอยู่ด้วยรายได้ที่น้อยกว่าวันละ 2 ดอลล่าสหรัฐ, เป็นประเทศที่อยู่ในภาวะสงคราม และรายได้หลักประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศมาจากการลักลอบค้ายาเสพติด เช่น กัญชา ฝิ่น เป็นต้น[ต้องการอ้างอิง]
เกษตรกรรม
[แก้]ส่วนใหญ่เป็นแบบยังชีพและเลี้ยงสัตว์เร่ร่อน พืชสำคัญที่ปลูกคือข้าวสาลี ฝ้าย และมีชื่อเสียงในการผลิตฝิ่นเพื่อผลิตยาเสพติด
ทรัพยากรธรรมชาติ
[แก้]มีก๊าซธรรมชาติพบที่เมืองชีเบอร์กานใกล้พรมแดนประเทศเติร์กเมนิสถาน แหล่งผลิตก๊าซที่สำคัญของประเทศคือ ควาเจะห์ ราวัช และยาติม ตัก นอกจากนี้มีแหล่งน้ำมันที่ยังไม่ได้ขุดขึ้นมาใช้ และแหล่งถ่านหินในจังหวัดบากลานและจังหวัดบาลัก แร่ธาตุที่สำคัญ พบแร่เหล็กที่หัจญีกัต ใกล้กรุงคาบูล แร่ทองแดงพบที่อายนัก แร่ยูเรเนียมพบที่ ควาเจะห์ ราวัช อัญมณีในจังหวัดบาดักชาน และแร่อื่น ๆ อีกมาก
การท่องเที่ยว
[แก้] ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
ประชากรศาสตร์
[แก้]
ใน ค.ศ. 2019 มีการประมาณการประชากรอัฟกานิสถานโดยสำนักงานสถิติและข้อมูลอัฟกานิสถานว่ามี 32.9 ล้านคน[44] ในขณะที่สหประชาชาติประมาณการที่มากกว่า 38.0 ล้านคน[45] ใน ค.ศ. 1979 มีรายงานประชากรทั้งประเทศที่ประมาณ 15.5 ล้านคน[46] ประมาณร้อยละ 23.9 อาศัยอยู่ในเมือง ร้อยละ 71.4 อาศัยอยู่ในชนบท และร้อยละ 4.7 เป็นชนร่อนเร่[47]
อัตราการเติบโตของประชากรในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 2.37[9] ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราสูงสุดที่อยู่นอกทวีปแอฟริกา ถ้าอัตรายังคงเท่าเดิม คาดว่าจะมีประชากรใน ค.ศ. 2050 อยู่ที่ 82 ล้านคน[48] ประชากรในอัฟกานิสถานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงคริสต์ทศวรรษ 1980 เมื่อมีสงครามกลางเมืองที่ทำให้ประชากรหลายล้านคนหนีไปต่างประเทศ เช่นปากีสถาน[49] นับแต่นั้นมา ผู้คนนับล้านได้เดินทางกลับมาและสภาพสงครามมีส่วนทำให้ประเทศมีอัตราการเจริญพันธุ์สูงที่สุดที่อยู่นอกทวีปแอฟริกา[50] สัมประสิทธิ์จีนีของประเทศใน ค.ศ. 2008 อยู่ที่ 27.8[51]
ชาติพันธุ์และภาษา
[แก้]
ประชากรอัฟกานิสถานแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ชาติพันธุ์ โดยชาวปาทานเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งมีร้อยละ 39 (ข้อมูลการวิจัยทางสังคมวิทยาใน ค.ศ. 2019 โดยThe Asia Foundation) ตามมาด้วยชาวทาจิก ซึ่งมีร้อยละ 37[52] ของประชากรทั้งประเทศ โดยทั่วไป มีการแบ่งสามกลุ่มชาติพันธุ์หลักของประเทศได้แก่ชาวทาจิก, ชาวแฮซอเร และชาวอุซเบก ส่วนอีก 10 กลุ่มชาติพันธุ์ต่างได้รับการยอมรับและถูกกล่าวถึงในเพลงชาติสาธารณรัฐอิสลามอัฟกานิสถาน[53]
ภาษาราชการของประเทศอัฟกานิสถานคือภาษาดารีและภาษาปาทาน เป็นเรื่องทั่วไปมากที่ผู้คนสามารถพูดสองภาษาได้[54] โดยมีภาษาดารีเป็นภาษากลางในคาบูลกับภาคเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ[55] ส่วนภาษาปาทานเป็นภาษาแม่ของชาวปาทาน ถึงแม้ว่าชาวปาทานหลายคนสามารถพูดภาษาดารีได้คล่อง และชนชาติอื่นสามารถพูดภาษาปาทานได้ และแม้ว่าชาวปาทานมีอิทธิพลในการเมืองอัฟกันมาหลายศตวรรษ ภาษาดารีก็ยังคงเป็นภาษาหลักในรัฐบาลและราชการ[56] รายงานจากเดอะเวิลด์แฟกต์บุ๊ก ภาษาดารีมีผู้พูดร้อยละ 78 (L1 + L2) และทำหน้าที่เป็นภาษากลาง ในขณะที่ภาษาปาทานมีผู้พูดร้อยละ 50, อุซเบกร้อยละ 10, อังกฤษร้อยละ 5, เติร์กเมนร้อยละ 2%, อูรดูร้อยละ 2, ปาซายีร้อยละ 1, นูริสถานร้อยละ 1, อาหรับร้อยละ 1 และบาโลจร้อยละ 1 (ประมาณการ ค.ศ. 2021) ข้อมูลทั้งหมดเมื่อรวมกันแล้วมีมากกว่า 100% เพราะประชากรในประเทศหลายคนสามารถพูดสองภาษาและมีการอนุญาตให้เลือกได้มากกว่าหนึ่งภาษา[57]
เมื่อกล่าวถึงภาษาต่างประเทศในหมู่ประชาชน มีหลายคนสามารถพูดหรือเข้าใจภาษาฮินดูสตานี (อูรดู-ฮินดี) เพราะบางส่วนกลับมาจากปากีสถาน และความนิยมภาพยนตร์บอลลีวูดตามลำดับ[58] ประชากรบางส่วนเข้าใจภาษาอังกฤษ[59] และได้รับความนิยมตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 2000[60] ชาวอัฟกันบางส่วนสามารถพูดภาษารัสเซีย ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในโรงเรียนรัฐเมื่อคริสต์ทศวรรษ 1980[58]
ศาสนา
[แก้]
ประชากรอัฟกันประมาณร้อยละ 99.7 นับถือศาสนาอิสลาม[9] และส่วนใหญ่นับถือนิกายซุนนีมัซฮับฮะนะฟี[61] รายงานจากสำนักวิจัยพิว มุสลิมมากถึงร้อยละ 90 นับถือนิกายซุนนี, ร้อยละ 7 นับถือนิกายชีอะฮ์ และร้อยละ 3 ไม่สังกัดนิกาย[62] ซีไอเอแฟกต์บุ๊กประมาณการว่ามีมุสลิมมากถึงร้อยละ 89.7 นับถือนิกายซุนนีหรือนับถือนิกายชีอะฮ์มากถึงร้อยละ 15[9] ดร. เมฮร์ดอด อีแซดีประมาณการว่าร้อยละ 70 ของประชากรนับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี, ร้อยละ 25 นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะฮ์, ร้อยละ 4.5 นับถือนิกายชีอะฮ์แบบอิสมาอีลียะฮ์ และร้อยละ 0.5 นับถือศาสนาอื่น[63]
มีชาวอัฟกันที่นับถือศาสนาซิกข์และฮินดูในเมืองหลักบางส่วน (เช่นคาบูล, จะลาลลาบาด, กัซนี, กันดะฮาร์)[64][65] ที่มีคุรุทวาราและมณเฑียรเป็นของตนเอง[66] รายงานจากดอยช์ เวเลย์ ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2021 มีผู้นับถืออยู่ในเมือง 250 คน ส่วน 67 อพยพไปประเทศอินเดียแล้ว[67]
ประเทศนี้เคยมีสังคมชาวยิวขนาดเล็กที่ส่วนใหญ่อยู่ในเฮรัตและคาบูล ต่อมาจึงต้อบังคับงย้ายที่อยู่เนื่องจากสงครามนานนับทศวรรษและการกดขี่ทางศาสนา ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 สังคมทั้งหมดอพยพไปที่อิสราเอลและสหรัฐแล้ว ยกเว้นเพียงคนเดียวที่มีชื่อว่าซับโลน ซีมินตอฟ ซึ่งยังคงทำหน้าที่ดูแลโบสถ์ยิวแห่งเดียวในประเทศ[68] หลังการยึดครองครั้งที่สองของตอลิบาน เขาจึงออกจากประเทศไปที่สหรัฐ[69]
ชาวอัฟกันที่นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งมีจำนวน 500–8,000 คน นับถือศาสนาอย่างลับ ๆ เนื่องจากการต่อต้านทางสังคมที่รุนแรง และไม่มีโบสถ์สาธารณะเลย[70][71]
การแปลงเป็นเมือง
[แก้]วัฒนธรรม
[แก้]เทศกาล
[แก้]แม้จะเป็นประเทศที่ยากจน แต่ชาวอัฟกันก็ยังคงเฉลิมฉลองเทศกาลสำคัญทางศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะเทศกาลรอมฏอน ซึ่งเป็นการสิ้นสุดของการถือศีลอดอันศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนจะไปเยี่ยมเพื่อนหรือครอบครัวและรับประทานอาหารฉลองร่วมกัน ศิลปะแกรเต้นรำ attan ยังคงเฟื่องฟูในอัฟกานิสถาน
หมายเหตุ
[แก้]- ↑ การตรวจสำมะโนครั้งสุดท้ายจัดขึ้นใน ค.ศ. 1979 ซึ่งยังรวบรวมไม่เสร็จ เนื่องจากสงครามที่ยังดำเนินอยู่ในประเทศ ทำให้ไม่มีการตรวจสำมะโนอย่างเป็นทางการอีกเลย[4]
- ↑ ชื่อเรียกอื่น ๆ ได้แก่ อัฟกานี[10] และ อัฟกานิสถานี[11]
- 1 2 The last census was conducted in 1979. Sources disagree about the current population:
- The Afghani National Statistics and Information Authority gives an estimate of 35,695,527 for 2024.[22][23]
- The Encyclopædia Britannica gives an estimate of 36,432,000 for 2025.[24]
- The BBC gives a figure of 38.3 million for 2023.[25]
- The CIA gives an estimate of 40,121,552 for 2024.[26]
- The UN gives an estimate of 42,045,000 for 2024.[27][28]
- The US Census Bureau provides an estimate of 49,552,566 for 2025.[29]
อ้างอิง
[แก้]- "Archived copy". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 3 มิถุนายน 2019. สืบค้นเมื่อ 17 กันยายน 2021.
{{cite web}}: CS1 maint: archived copy as title (ลิงก์) CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Tharoor, Ishaan (19 มิถุนายน 2013). "The Taliban's Qatar Office: Are Prospects for Peace Already Doomed?". Time. ISSN 0040-781X. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2021-08-19. สืบค้นเมื่อ 19 สิงหาคม 2021.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Islamic Republic of Afghanistan in Geonames.org (CC BY)
- ↑ "Population Matters". 3 มีนาคม 2016. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2021-08-16. สืบค้นเมื่อ 2021-09-21.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ timesofindia (23 สิงหาคม 2021). "Afghanistan's ethnic mosaic". The Times of India.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ World Population Review (19 กันยายน 2021). ""Afghanistan Population 2021"".
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ statista.com (20 สิงหาคม 2021). "Distribution of Afghan population by ethnic group 2020".
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ reliefweb.int (14 สิงหาคม 2011). "Afghan Ethnic Groups: A Brief Investigation".
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 3 4 "Afghanistan". The World Factbook. cia.gov. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2021-01-04. สืบค้นเมื่อ 22 สิงหาคม 2018.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Dictionary.com. The American Heritage Dictionary of the English Language, Fourth Edition. Houghton Mifflin Company, 2004. Reference.com (Retrieved 13 November 2007).
- ↑ Dictionary.com. WordNet 3.0. Princeton University. Reference.com (Retrieved 13 November 2007). เก็บถาวร 28 มีนาคม 2014 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- ↑ "Constitution of Afghanistan". 2004. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 กันยายน 2016. สืบค้นเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Afghan | meaning in the Cambridge English Dictionary. the Cambridge English Dictionary. ISBN 9781107660151.
- ↑
- Sakhi, Nilofar (ธันวาคม 2022). "The Taliban Takeover in Afghanistan and Security Paradox". Journal of Asian Security and International Affairs. 9 (3): 383–401. doi:10.1177/23477970221130882. S2CID 253945821.
Afghanistan is now controlled by a militant group that operates out of a totalitarian ideology.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - Madadi, Sayed (6 กันยายน 2022). "Dysfunctional centralization and growing fragility under Taliban rule". Middle East Institute. สืบค้นเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2022.
In other words, the centralized political and governance institutions of the former republic were unaccountable enough that they now comfortably accommodate the totalitarian objectives of the Taliban without giving the people any chance to resist peacefully.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - Sadr, Omar (23 มีนาคม 2022). "Afghanistan's Public Intellectuals Fail to Denounce the Taliban". Fair Observer. สืบค้นเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2022.
The Taliban government currently installed in Afghanistan is not simply another dictatorship. By all standards, it is a totalitarian regime.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - "Dismantlement of the Taliban regime is the only way forward for Afghanistan". Atlantic Council. 8 กันยายน 2022. สืบค้นเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2022.
As with any other ideological movement, the Taliban's Islamic government is transformative and totalitarian in nature.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - Akbari, Farkhondeh (7 มีนาคม 2022). "The Risks Facing Hazaras in Taliban-ruled Afghanistan". George Washington University. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2023-01-14. สืบค้นเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2022.
In the Taliban's totalitarian Islamic Emirate of Afghanistan, there is no meaningful political inclusivity or representation for Hazaras at any level.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
- Sakhi, Nilofar (ธันวาคม 2022). "The Taliban Takeover in Afghanistan and Security Paradox". Journal of Asian Security and International Affairs. 9 (3): 383–401. doi:10.1177/23477970221130882. S2CID 253945821.
- ↑
- Choi, Joseph (8 กันยายน 2021). "EU: Provisional Taliban government does not fulfill promises". The Hill. สืบค้นเมื่อ 18 มีนาคม 2022.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - Bezhan, Frud (7 กันยายน 2021). "Key Figures In The Taliban's New Theocratic Government". Radio Farda. Radio Free Europe/Radio Liberty. สืบค้นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2022.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - Jones, Seth G. (ธันวาคม 2020). "Afghanistan's Future Emirate? The Taliban and the Struggle for Afghanistan". CTC Sentinel. 13 (11). Combating Terrorism Center. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2022-02-11. สืบค้นเมื่อ 5 มีนาคม 2022.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
- Choi, Joseph (8 กันยายน 2021). "EU: Provisional Taliban government does not fulfill promises". The Hill. สืบค้นเมื่อ 18 มีนาคม 2022.
- ↑ Jones, Seth G. (ธันวาคม 2020). "Afghanistan's Future Emirate? The Taliban and the Struggle for Afghanistan". CTC Sentinel. 13 (11). Combating Terrorism Center. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2022-02-11. สืบค้นเมื่อ 5 มีนาคม 2022.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Central Statistics Office Afghanistan
- 1 2 3 4 "World Economic Outlook Database, October 2024 Edition. (Afghanistan)". www.imf.org. International Monetary Fund. 22 ตุลาคม 2024. สืบค้นเมื่อ 27 ธันวาคม 2024.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Human Development Report 2025" (PDF). United Nations Development Programme. 2025. สืบค้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ 8am (2022-03-26). "Taliban Changes Solar Year to Hijri Lunar Calendar". Hasht-e Subh Daily (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2022-09-04. สืบค้นเมื่อ 2022-09-04.
{{cite web}}: CS1 maint: numeric names: authors list (ลิงก์) - ↑ timeanddate.com, Half Hour and 45-Minute Time Zones
- ↑ "Library". nsia.gov.af. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 23 มีนาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 23 มกราคม 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Estimated Population of Afghanistan 2024–25". National Statistics and Information Authority. สืบค้นเมื่อ 23 มกราคม 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Afghanistan". www.britannica.com. สืบค้นเมื่อ 25 มกราคม 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Afghanistan country profile". bbc.com. 15 สิงหาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 23 มกราคม 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Afghanistan". cia.gov. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2021-01-04. สืบค้นเมื่อ 6 มกราคม 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "World Population Prospects 2024 Summary of Results" (PDF). un.org. p61. สืบค้นเมื่อ 6 มกราคม 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "World Population Prospects 2024 Data Sources" (PDF). un.org. p11. สืบค้นเมื่อ 6 มกราคม 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Afghanistan". nsia.gov.af. สืบค้นเมื่อ 23 มกราคม 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Afghanistan – John Ford Shroder, University of Nebraska. Encarta. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 17 กรกฎาคม 2004. สืบค้นเมื่อ 19 พฤษภาคม 2012.
{{cite encyclopedia}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Dyson, Tim (2018), A Population History of India: From the First Modern People to the Present Day, Oxford University Press, น. 4–5, ISBN 978-0-19-882905-8; Fisher, Michael H. (2018), An Environmental History of India: From Earliest Times to the Twenty-First Century, Cambridge University Press, น. 33, ISBN 978-1-107-11162-2
- ↑ Mallory, J.P.; Adams, Douglas Q. (1997). Encyclopedia of Indo-European Culture (พิมพ์ครั้งที่ illustrated). Taylor & Francis. น. 310. ISBN 1884964982.
- ↑ Tomsen, Peter (2014), The Wars of Afghanistan, น. 41–2, ISBN 978-1610392624
- ↑ Rashid, Ahmed (2000), Taliban, น. 187, ISBN 1-86064-417-1
- ↑ Ladwig, Walter C. (2017). The Forgotten Front: Patron-Client Relationships in Counter Insurgency. Cambridge University Press. น. 302. ISBN 9781107170773. สืบค้นเมื่อ 2018-05-15.
As with their Cold War counterparts, it was erroneous for American policymakers to believe that the governments of contemporary client states, such as Iraq, Afghanistan, and Pakistan, necessarily shared their desire to defeat radical Islamic insurgents by adhering to the prescriptions of U.S. counterinsurgency doctrine.
- ↑ "Afghanistan: How much opium is produced and what's the Taliban's record?". BBC News (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2021-08-25. สืบค้นเมื่อ 2022-10-11.
- ↑ Majumdar, Ramesh Chandra (1977). Ancient India (ภาษาอังกฤษ). Motilal Banarsidass Publ. ISBN 978-81-208-0436-4.
- ↑ Khan, Ibrahim (2022-05-03). "The Hidden Story in the word Afghan". Pashto (ภาษาอังกฤษ). 51 (663). ISSN 2789-8342. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2022-06-06. สืบค้นเมื่อ 2022-10-11.
- ↑ "AFGHAN – Encyclopaedia Iranica". web.archive.org. 2013-11-16. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับเมื่อ 2013-11-16. สืบค้นเมื่อ 2022-10-11.
{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์) - ↑ Vogelsang, Willem (2001-11-28). The Afghans (ภาษาอังกฤษ). Wiley. ISBN 978-0-631-19841-3.
- ↑ Nölle-Karimi, Christine (2020). "Afghanistan until 1747". In Fleet, Kate; Krämer, Gudrun; Matringe, Denis; Nawas, John; Rowson, Everett (eds.). Encyclopaedia of Islam, THREE. Brill Online. ISSN 1873-9830.
- ↑ "ปธน.อัฟกานิสถานเดินทางออกนอกประเทศ หลังตอลีบานยึดกรุงคาบูลสำเร็จ". ไทยพีบีเอส. 16 สิงหาคม 2021.
- ↑ Glatzer, Bernt (2002). "The Pashtun Tribal System" (PDF). New Delhi: Concept Publishers.
- ↑ "NSIA Estimates Afghanistan Population at 32.9M". TOLOnews.
- ↑ "Afghanistan Population 2020 (Demographics, Maps, Graphs)". 2020 World Population by Country. 26 เมษายน 2020. สืบค้นเมื่อ 13 มิถุนายน 2020.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "United Nations and Afghanistan". UN News Centre. เก็บถาวร 31 ตุลาคม 2013 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- ↑ "Afghan Population Estimates 2020". Worldmeters. 2020. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับเมื่อ 2021-10-27. สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2020.
{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์) CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Afghanistan – Population Reference Bureau". Population Reference Bureau. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2 ธันวาคม 2013. สืบค้นเมื่อ 29 ธันวาคม 2009.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Wickramasekara, Piyasiri; Sehgal, Jag; Mehran, Farhad; Noroozi, Ladan; Eisazadeh, Saeid. "Afghan Households in Iran: Profile and Impact" (PDF). United Nations High Commissioner for Refugees. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2018.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Nasir, Jamal Abdul; Akhtar, Sohail; Zaidi, Syed Arif Ahmed; Rani, Andleeb; Bano, Hina; Hinde, Andrew (16 ตุลาคม 2019). "Is recent Afghanistan survey data suitable for fertility analysis? A regional investigation based on fertility inhibiting determinants". PLOS ONE. 14 (10): e0223111. Bibcode:2019PLoSO..1423111N. doi:10.1371/journal.pone.0223111. PMC 6795489. PMID 31618275.
{{cite journal}}: CS1 maint: article number as page number (ลิงก์) CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Gini Index". World Bank. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 11 พฤษภาคม 2014. สืบค้นเมื่อ 2 มีนาคม 2011.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ See:
- 2019: "Afghanistan in 2019 – A survey of the Afghan people" (PDF). Kabul, Afghanistan: The Asia Foundation. น. 277. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2021.
D-14. Which ethnic group do you belong to?
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: deprecated archival service (ลิงก์) - 2018: Afganistan in 2018. A Survey of the Afghan People (PDF). The Asia Foundation. 2018. น. 283.
- 2019: "Afghanistan in 2019 – A survey of the Afghan people" (PDF). Kabul, Afghanistan: The Asia Foundation. น. 277. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2021.
- ↑ "The roots of Afghanistan's tribal tensions". The Economist. 31 สิงหาคม 2017.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "The Constitution of Afghanistan". Ministry of Foreign Affairs of the Islamic Republic of Afghanistan. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2021-08-29. สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2020.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Article Sixteen of the 2004 Constitution of Afghanistan". 2004. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 28 ตุลาคม 2013. สืบค้นเมื่อ 13 มิถุนายน 2012.
Pashto and Dari are the official languages of the state. Uzbek, Turkmen, Baluchi, Pashai, Nuristani and Pamiri are – in addition to Pashto and Dari – the third official language in areas where the majority speaks them
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Bodetti, Austin (11 กรกฎาคม 2019). "What will happen to Afghanistan's national languages?". alaraby. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2021-04-14. สืบค้นเมื่อ 2021-10-26.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Afghanistan - The World Factbook". www.cia.gov. 29 กันยายน 2021. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2021-01-04. สืบค้นเมื่อ 2021-09-15.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - 1 2 Afroz, Nazes; Najib, Moska; Smart!, Culture (1 ธันวาคม 2013). Afghanistan – Culture Smart!: The Essential Guide to Customs & Culture. Kuperard. ISBN 9781857336801.
{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ The Asia Foundation. Afghanistan in 2018: A Survey of the Afghan People. เก็บถาวร 7 สิงหาคม 2019 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- ↑ Khan, M. Ilyas (12 กันยายน 2015). "Pakistan's confusing move to Urdu". BBC News.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Religion in Afghanistan". The Swedish Committee for Afghanistan (SCA).
- ↑ "Chapter 1: Religious Affiliation". The World's Muslims: Unity and Diversity. Pew Research Center's Religion & Public Life Project. 9 สิงหาคม 2012. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 ธันวาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 22 สิงหาคม 2018.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Izady, Michael (2002–2017). "Chapter 1: Religious Composition of Afghanistan". Gulf2000.columbia.edu. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 ธันวาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 22 สิงหาคม 2018.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Majumder, Sanjoy (25 กันยายน 2003). "Sikhs struggle in Afghanistan". BBC News. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2009. สืบค้นเมื่อ 19 พฤษภาคม 2012.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Lavina Melwani. "Hindus Abandon Afghanistan". Hinduism Today. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 11 มกราคม 2007. สืบค้นเมื่อ 19 พฤษภาคม 2012.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Afghanistan: Sikhs rebuilding gurdwaras". Religioscope. 25 สิงหาคม 2005.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Chabba, Seerat (8 กันยายน 2021). "Afghanistan: What does Taliban rule mean for Sikhs and Hindus?". Deutsche Welle. สืบค้นเมื่อ 25 ตุลาคม 2021.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ N.C. Aizenman (27 มกราคม 2005). "Afghan Jew Becomes Country's One and Only". The Washington Post. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 พฤษภาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 19 พฤษภาคม 2012.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ The New Arab Staff (7 กันยายน 2021). "Last Jew in Afghanistan en route to US: report". The New Arab. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2021-09-09. สืบค้นเมื่อ 17 กันยายน 2021.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ USSD Bureau of Democracy, Human Rights, and Labor (2009). "International Religious Freedom Report 2009". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 30 พฤศจิกายน 2009. สืบค้นเมื่อ 6 มีนาคม 2010.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Gebauer, Matthias (20 มีนาคม 2006). "Christians in Afghanistan: A Community of Faith and Fear". Der Spiegel. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 มกราคม 2012. สืบค้นเมื่อ 25 เมษายน 2019.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Afghan Population Estimates 1398" (PDF). Central Statistics Organization. 2019. สืบค้นเมื่อ 4 กรกฎาคม 2019.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
บรรณานุกรม
[แก้]- Barfield, Thomas (2012). Afghanistan: A Cultural and Political History. Princeton University Press. ISBN 978-0-691-15441-1.
- Bleaney, C. H; Gallego, María Ángeles (2006). Afghanistan: a bibliography. BRILL. ISBN 978-90-04-14532-0.
- Clements, Frank (2003). Conflict in Afghanistan: a Historical Encyclopedia. ABC-CLIO. ISBN 978-1-85109-402-8.
- Dupree, Louis (1997). Afghanistan (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). Oxford Pakistan Paperbacks. ISBN 978-0-19-577634-8.
- Ewans, Martin (2002). Afghanistan: A Short History of Its People and Politics. Curzon Press. ISBN 0060505087.
- Fowler, Corinne (2007). Chasing Tales: Travel Writing, Journalism and the History of British Ideas About Afghanistan. Rodopi. ISBN 978-90-420-2262-1.
- Griffiths, John C (2001). Afghanistan: a History of Conflict. Carlton Books. ISBN 978-1-84222-597-4.
- Habibi, Abdul Hai (2003). Afghanistan: an Abridged History. Fenestra Books. ISBN 978-1-58736-169-2.
- Hopkins, B.D. (2008). The Making of Modern Afghanistan. Palgrave Macmillan. ISBN 978-0-230-55421-4.
- Johnson, Robert (2011). The Afghan Way of War: How and Why They Fight. Oxford University Press. ISBN 978-0-19-979856-8.
- Levi, Peter (1972). The Light Garden of the Angel King: Journeys in Afghanistan. Collins. ISBN 978-0-00-211042-6.
- Malleson, George Bruce (2005). History of Afghanistan, from the Earliest Period to the Outbreak of the War of 1878 (พิมพ์ครั้งที่ Elibron Classic Replica). Adamant Media Corporation. ISBN 978-1-4021-7278-6.
- Olson, Gillia M (2005). Afghanistan. Capstone Press. ISBN 978-0-7368-2685-3.
- Omrani, Bijan; Leeming, Matthew (2011). Afghanistan: A Companion and Guide (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). Odyssey Publications. ISBN 978-962-217-816-8.
- Reddy, L.R. (2002). Inside Afghanistan: End of the Taliban Era?. APH Publishing. ISBN 978-81-7648-319-3.
- Runion, Meredith L. (2007). The History of Afghanistan. Greenwood Publishing Group. ISBN 978-0-313-33798-7.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- Office of the President
- Afghanistan เก็บถาวร 2021-01-04 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. The World Factbook. Central Intelligence Agency.
- ประเทศอัฟกานิสถาน แหล่งข้อมูลบนเครือข่ายเว็บจัดทำโดย GovPubs ที่หอสมุดมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์
- ประเทศอัฟกานิสถาน ที่เว็บไซต์ Curlie
Wikimedia Atlas of Afghanistan- Research Guide to Afghanistan เก็บถาวร 2015-08-23 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
คู่มือการท่องเที่ยว อัฟกานิสถาน จากวิกิท่องเที่ยว (ในภาษาอังกฤษ)