ข้ามไปเนื้อหา

ประเทศแอลเบเนีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สาธารณรัฐแอลเบเนีย
Republika e Shqipërisë (แอลเบเนีย)
คำขวัญ: Ti Shqipëri, më jep nder, më jep emrin Shqipëtar
“เจ้าแอลเบเนีย ให้เกียรติแก่ข้า เจ้าให้ชื่อแอลเบเนียแก่ข้า”
เพลงชาติ: ฮีมนี อี ฟลามูริท
ที่ตั้งของประเทศแอลเบเนีย (สีเขียว) ในยุโรป
ที่ตั้งของประเทศแอลเบเนีย (สีเขียว) ในยุโรป
เมืองหลวง
และเมืองใหญ่สุด
ติรานา (แอลเบเนีย: Tirana)
41°19′N 19°49′E / 41.317°N 19.817°E / 41.317; 19.817
ภาษาราชการแอลเบเนีย
ภาษาชนกลุ่มน้อยที่ได้รับการรับรอง
กลุ่มชาติพันธุ์
(ค.ศ. 2023)[1]
  • 91.0% แอลเบเนีย
  • 2.8% กรีก
  • 0.7% มาซิโดเนีย
  • 0.6% โรมานี
  • 0.5% อาโรมาเนียน
  • 0.4% อียิปต์บอลข่าน
  • 0.2% มอนเตเนโกร
  • 3.8% อื่น ๆ/ไม่ระบุ
ศาสนา
(ค.ศ. 2023)[1]
  • 50.7% อิสลาม รวมเบกตาชี
  • 16.0% คริสต์
  • 17.4% ไม่สังกัดศาสนา/มีความเชื่อแต่ไม่ระบุศาสนา
  • 3.6% อเทวนิยม
  • 12.3% อื่น ๆ/ไม่ระบุ
เดมะนิมแอลเบเนีย
การปกครองรัฐเดี่ยว สาธารณรัฐระบบรัฐสภา
ไบรัม เบกาจ
เอดี รามา
สภานิติบัญญัติคูเวนดี
ก่อตั้ง
2 มีนาคม ค.ศ. 1444
28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1912
29 กรกฎาคม ค.ศ. 1913
1 กันยายน ค.ศ. 1928
11 มกราคม ค.ศ. 1946
• สาธารณรัฐประชาธิปไตยปัจจุบัน
29 เมษายน ค.ศ. 1991
28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1998
พื้นที่
• รวม
28,748 ตารางกิโลเมตร (11,100 ตารางไมล์) (อันดับที่ 140)
• แหล่งน้ำ (%)
4.7
ประชากร
• สำมะโนประชากรปี ค.ศ. 2023[2]
2,402,113
• ความหนาแน่น
83.6 ต่อตารางกิโลเมตร (216.5 ต่อตารางไมล์)
สกุลเงินเลก (ALL)
เขตเวลาUTC+1 (CET)
• ฤดูร้อน (เวลาออมแสง)
UTC+2 (CEST)
รหัสโทรศัพท์+355
รหัส ISO 3166AL
โดเมนบนสุด.al

แอลเบเนีย[3] (อังกฤษ: Albania; แอลเบเนีย: Shqipëri หรือ Shqipëria) หรือชื่อทางการว่า สาธารณรัฐแอลเบเนีย (อังกฤษ: Republic of Albania; แอลเบเนีย: Republika e Shqipërisë) เป็นประเทศในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ บนคาบสมุทรบอลข่าน มีพรมแดนติดกับมอนเตเนโกรทางตะวันตกเฉียงเหนือ คอซอวอทางตะวันออกเฉียงเหนือ (หรือเซอร์เบีย หากไม่นับคอซอวอเป็นประเทศ) มาซิโดเนียเหนือทางตะวันออก และกรีซทางใต้ ส่วนชายฝั่งตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้จรดทะเลเอเดรียติกและทะเลไอโอเนียน ตามลำดับ[4]

แอลเบเนียมีภูมิประเทศหลากหลาย ตั้งแต่ที่ราบชายฝั่ง ทะเลสาบขนาดใหญ่ ไปจนถึงเทือกเขาสูงในภาคเหนือและตะวันออก เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดคือติรานา (แอลเบเนีย: Tirana) ประชากรตามสำมะโน ค.ศ. 2023 มี 2,402,113 คน ลดลงจากสำมะโน ค.ศ. 2011 อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีสาเหตุสำคัญจากการย้ายถิ่นและอัตราการเกิดที่ลดลง[2]

ในทางการเมือง แอลเบเนียเป็นสาธารณรัฐระบบรัฐสภา และเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือตั้งแต่ ค.ศ. 2009[5] ประเทศได้รับสถานะประเทศผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปใน ค.ศ. 2014 และเริ่มการเจรจาเข้าเป็นสมาชิกใน ค.ศ. 2022[6]

การออกเสียงและชื่อประเทศ

[แก้]

ชื่อภาษาไทย “แอลเบเนีย” เป็นคำที่ราชบัณฑิตยสภากำหนดใช้สำหรับชื่อประเทศ[7] โดยมีที่มาจากชื่อภาษาอังกฤษ "แอลเบเนีย" Albania ซึ่งสืบทอดมาจากชื่อในภาษาภาษากรีกโบราณที่ใช้เรียกกลุ่มชนในบริเวณนี้มาตั้งแต่ยุคคลาสสิก กล่าวคือ เผ่าอัลบานอย Albanoi และศูนย์กลางของเผ่าอย่างเมืองอัลบาโนโปลิส Albanopolis ซึ่งปรากฏหลักฐานการบันทึกทางประวัติศาสตร์เป็นครั้งแรกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 2 โดยปโตเลมี นักภูมิศาสตร์ชาวกรีกแห่งเมืองอเล็กซานเดรีย[8]

ส่วนชื่อในภาษาแอลเบเนียคือ "ชิเปอริ" Shqipëri หรือ "ชิเปอเรีย" Shqipëria และชื่อทางการในภาษาแอลเบเนียคือ "สาธารณรัฐแอลเบเนีย" Republika e Shqipërisë ที่มาของคำว่า "ชิเปอริ" Shqipëri นั้น มีข้อสันนิษฐาน 2 แบบ แบบแรกในทางภาษาศาสตร์เชื่อว่ามาจากคำกริยา "ชิปอย" shqipoj ในภาษาแอลเบเนียโบราณ ซึ่งยืมมาจากภาษาละติน "แอกซิเปเร" excipere หมายถึง "การพูดอย่างชัดเจน" หรือ "การพูดภาษาเดียวกัน" เพื่อจำแนกพวกตนออกจากกลุ่มชนอื่นที่พูดภาษาที่ตนฟังไม่เข้าใจ[9] ส่วนแบบที่สองเป็นการตีความแบบพื้นบ้าน ที่เชื่อมโยงคำว่า "ชิป" shqip เข้ากับคำว่า "ชิเป" shqipe หรือ "ชิปอนเยอ" shqiponjë ซึ่งแปลว่า "นกอินทรี" ทำให้ชาวแอลเบเนียมักอธิบายว่าประเทศของตนคือ "ดินแดนแห่งนกอินทรี" และเรียกตนเองว่า "ชิปตาเรอ" Shqiptarë หรือ "ลูกหลานแห่งนกอินทรี" สัมพันธ์กับสัญลักษณ์นกอินทรีสองหัวบนธงชาติแอลเบเนีย[10][11]

ภูมิศาสตร์

[แก้]

แอลเบเนียมีพื้นที่ 28,748 ตารางกิโลเมตร ภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขาและที่สูง มีที่ราบชายฝั่งแคบ ๆ ทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ ภาคเหนือมีเทือกเขาแอลป์แอลเบเนีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาดินาริก ส่วนภาคตะวันออกมีพื้นที่สูงและทะเลสาบชายแดน เช่น ทะเลสาบโอห์ริด และทะเลสาบเปรสปา[4]

แม่น้ำสายสำคัญ ได้แก่ ดริน (แอลเบเนีย: Drin) วโยซา (แอลเบเนีย: Vjosa) ชคุมบิน (แอลเบเนีย: Shkumbin) และเซมาน (แอลเบเนีย: Seman) แม่น้ำวโยซาได้รับความสนใจในฐานะแม่น้ำธรรมชาติสายสำคัญของยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ และพื้นที่ลุ่มน้ำบางส่วนได้รับการผลักดันเพื่อการอนุรักษ์ทางธรรมชาติ

ภูมิอากาศของแอลเบเนียได้รับอิทธิพลทั้งแบบเมดิเตอร์เรเนียนและแบบภาคพื้นทวีป พื้นที่ชายฝั่งมีฤดูร้อนแห้งและฤดูหนาวค่อนข้างชื้น ขณะที่พื้นที่ภูเขามีอุณหภูมิต่ำกว่าและมีหิมะในฤดูหนาว

ประวัติศาสตร์

[แก้]

ชนเผ่าโบราณและยุคอิลลิเรีย

[แก้]

ดินแดนของแอลเบเนียในปัจจุบันมีหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยมีชุมชนเกษตรกรรมและการตั้งถิ่นฐานในหลายพื้นที่ของคาบสมุทรบอลข่านตะวันตก ต่อมาในสมัยโบราณ พื้นที่นี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มชนที่นักประวัติศาสตร์กรีกและโรมันเรียกรวมอย่างกว้าง ๆ ว่าอิลลิเรีย โดยมีเผ่าหรือกลุ่มการเมืองสำคัญ เช่น ทาอูลันตี (อังกฤษ: Taulantii) เอนเคเลอี (อังกฤษ: Enchele) พาร์ทินี (อังกฤษ: Parthini) ดัสซาเรตี (อังกฤษ: Dassaretii) และลาบีอาเตส (อังกฤษ: Labeatae)[12]

คำว่า “อิลลิเรีย” ในงานวิชาการสมัยใหม่ไม่ได้หมายถึงรัฐชาติเดียวแบบสมัยใหม่ แต่เป็นชื่อที่แหล่งโบราณใช้เรียกกลุ่มชนหลายกลุ่มทางตะวันตกของคาบสมุทรบอลข่าน ซึ่งมีภาษา วัฒนธรรม และโครงสร้างการเมืองหลากหลาย พื้นที่ทางใต้ของแอลเบเนียยังเกี่ยวข้องกับเอพิรุส (อังกฤษ: Epirus) และชนกลุ่มชาโอเนีย (อังกฤษ: Chaonians) โดยเฉพาะบริเวณบุตรินต์ (แอลเบเนีย: Butrint) ซึ่งต่อมากลายเป็นนครกรีก เมืองโรมัน และศูนย์กลางคริสต์ศาสนาในสมัยต้น[13]

ยุคกรีก โรมัน และไบแซนไทน์

[แก้]

ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษก่อนคริสตกาล ชายฝั่งแอลเบเนียมีเมืองและอาณานิคมกรีกสำคัญ เช่น อพอลโลเนีย (อังกฤษ: Apollonia) และไดร์ราคิอุม (อังกฤษ: Dyrrhachium; ปัจจุบันคือดูร์เริส แอลเบเนีย: Durrës) เมืองเหล่านี้เชื่อมโยงการค้าทะเลเอเดรียติกกับพื้นที่ตอนในของคาบสมุทรบอลข่าน และภายหลังมีบทบาทในระบบถนนโรมัน โดยเฉพาะเส้นทางเวียเอกนาเทีย (ละติน: Via Egnatia)[12]

เมื่อโรมันขยายอำนาจเข้าควบคุมคาบสมุทรบอลข่าน ดินแดนแอลเบเนียถูกรวมเข้าในโครงสร้างการปกครองของจักรวรรดิโรมันและต่อมาคือจักรวรรดิไบแซนไทน์ หลังจักรวรรดิโรมันแบ่งตะวันออก–ตะวันตก พื้นที่นี้อยู่ในโลกการเมืองและศาสนาของไบแซนไทน์เป็นเวลานาน แต่ยังได้รับอิทธิพลจากการเคลื่อนย้ายของชนสลาฟ บัลแกเรีย นอร์มัน เวนิส และอำนาจท้องถิ่นหลายกลุ่ม

รัฐแอลเบเนียยุคกลางและสกันเดอร์เบก

[แก้]

ในยุคกลางตอนปลาย ดินแดนแอลเบเนียมีหน่วยการเมืองท้องถิ่นหลายแห่ง เช่น ราชรัฐอาร์บานอน (อังกฤษ: Principality of Arbanon) และกลุ่มขุนนางตระกูลต่าง ๆ คำว่า “อาร์บานอน” หรือ “อาร์เบอร์” มักเชื่อมโยงกับชื่อเรียกชาวแอลเบเนียในยุคกลาง และเป็นส่วนหนึ่งของการก่อรูปอัตลักษณ์แอลเบเนีย

ออตโตมันเริ่มรุกเข้าสู่แอลเบเนียปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 และสามารถควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ได้ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 อย่างไรก็ตาม ใน ค.ศ. 1443 จอร์จ กัสตรีโอตี หรือสกันเดอร์เบก (แอลเบเนีย: Gjergj Kastrioti Skënderbeu) ลุกขึ้นต่อต้านออตโตมันและรวบรวมเจ้าผู้ครองแอลเบเนียในสันนิบาตเลเฌอ (แอลเบเนีย: Lidhja e Lezhës) เมื่อ ค.ศ. 1444 การต่อต้านของสกันเดอร์เบกดำเนินยาวนานจนเขาเสียชีวิตใน ค.ศ. 1468 และกลายเป็นแกนสำคัญของความทรงจำทางประวัติศาสตร์และชาตินิยมแอลเบเนีย[12]

ออตโตมันแอลเบเนีย

[แก้]

หลังการต่อต้านของสกันเดอร์เบกเสื่อมลง ดินแดนแอลเบเนียส่วนใหญ่ตกอยู่ใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมันเป็นเวลาหลายศตวรรษ ระหว่างยุคออตโตมัน สังคมแอลเบเนียมีความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมมากขึ้น ประชากรจำนวนหนึ่งรับศาสนาอิสลาม ขณะที่ชุมชนคริสต์คาทอลิกและคริสต์ออร์ทอดอกซ์ยังคงอยู่ โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคใต้ตามลำดับ[12]

ชาวแอลเบเนียบางส่วนมีบทบาทสูงในจักรวรรดิออตโตมัน ทั้งในกองทัพ ราชการ และวัฒนธรรมเมือง ขณะเดียวกัน สังคมภูเขาหลายแห่งยังคงรักษาระบบจารีตประเพณีท้องถิ่น เช่น กานูน (แอลเบเนีย: Kanun) ซึ่งเป็นชุดจารีตที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว เกียรติยศ สิทธิในทรัพย์สิน และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท แม้จะไม่ใช่กฎหมายของรัฐสมัยใหม่ แต่กานูนมีอิทธิพลต่อการศึกษาเรื่องสังคมแอลเบเนีย โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาทางเหนือ

ขบวนการชาตินิยมและเอกราช

[แก้]

คริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงการตื่นตัวทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมของชาวแอลเบเนีย ขบวนการที่เรียกว่า ริลินดา กอมบีตาเร (แอลเบเนีย: Rilindja Kombëtare; การฟื้นฟูแห่งชาติ) ส่งเสริมภาษา การศึกษา และอัตลักษณ์แอลเบเนีย ท่ามกลางการอ่อนกำลังของจักรวรรดิออตโตมันและการแข่งขันของรัฐบอลข่านรอบข้าง ใน ค.ศ. 1878 สันนิบาตพริซเรน (แอลเบเนีย: Lidhja e Prizrenit) ก่อตั้งขึ้นเพื่อปกป้องดินแดนที่มีชาวแอลเบเนียอาศัยอยู่และเรียกร้องสิทธิทางการเมืองภายในจักรวรรดิออตโตมัน[12]

หลังสงครามบอลข่านครั้งที่หนึ่ง ผู้นำแอลเบเนียประกาศเอกราชที่เมืองวลอเรอ (แอลเบเนีย: Vlorë) เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1912 โดยมีอิสมาอิล เชมาลี (แอลเบเนีย: Ismail Qemali) เป็นบุคคลสำคัญ มหาอำนาจยุโรปรับรองรัฐแอลเบเนียใน ค.ศ. 1913 แต่การกำหนดพรมแดนทำให้ชาวแอลเบเนียจำนวนมากอยู่นอกรัฐใหม่ โดยเฉพาะในคอซอวอ มาซิโดเนียเหนือ มอนเตเนโกร และกรีซ[4]

ราชรัฐ สาธารณรัฐ และราชอาณาจักร

[แก้]

หลังเอกราช แอลเบเนียเผชิญความไม่มั่นคงทางการเมือง การแทรกแซงจากภายนอก และผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ช่วงหลังสงคราม ประเทศพยายามสร้างสถาบันรัฐสมัยใหม่ แต่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมือง ภูมิภาค และอำนาจต่างประเทศยังคงรุนแรง

ใน ค.ศ. 1925 อาห์เมต โซกู (แอลเบเนีย: Ahmet Zogu) สถาปนาสาธารณรัฐและดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ต่อมาใน ค.ศ. 1928 เขาประกาศตนเป็นพระเจ้าซ็อกที่ 1 แห่งแอลเบเนีย (อังกฤษ: King Zog I) แอลเบเนียในยุคนี้พยายามสร้างการรวมศูนย์รัฐและระบบราชการ แต่พึ่งพาอิตาลีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งทางการเงินและการเมือง[12]

สงครามโลกครั้งที่สองและคอมมิวนิสต์

[แก้]

อิตาลีของเบนิโต มุสโสลินีบุกและยึดครองแอลเบเนียในเดือนเมษายน ค.ศ. 1939 ทำให้ราชอาณาจักรแอลเบเนียของพระเจ้าซ็อกที่ 1 สิ้นสุดลงโดยพฤตินัย หลังอิตาลียอมจำนนใน ค.ศ. 1943 เยอรมนีเข้าควบคุมพื้นที่แทน ขบวนการต่อต้านในแอลเบเนียมีหลายกลุ่ม แต่พรรคคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของเอนเวร์ ฮอจา (แอลเบเนีย: Enver Hoxha) กลายเป็นกำลังหลักและเข้ายึดอำนาจหลังสงครามโลกครั้งที่สอง[12]

ตั้งแต่ ค.ศ. 1946 แอลเบเนียเป็นรัฐคอมมิวนิสต์พรรคเดียวภายใต้การนำของฮอจา ระบอบนี้ดำเนินนโยบายรวมศูนย์ เศรษฐกิจแบบวางแผน การควบคุมสังคมอย่างเข้มงวด และการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม ในด้านต่างประเทศ แอลเบเนียเคยใกล้ชิดกับยูโกสลาเวีย สหภาพโซเวียต และจีน ก่อนจะแตกหักตามลำดับ และเข้าสู่สภาวะโดดเดี่ยวอย่างมากในทศวรรษ 1970–1980 ค.ศ. 1967 รัฐประกาศให้แอลเบเนียเป็น “รัฐอเทวนิยม” โดยห้ามการปฏิบัติศาสนกิจสาธารณะและปิดศาสนสถานจำนวนมาก[12]

การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยและร่วมสมัย

[แก้]

หลังฮอจาเสียชีวิตใน ค.ศ. 1985 รามิซ อาเลีย (แอลเบเนีย: Ramiz Alia) เริ่มผ่อนคลายระบบบางส่วน แต่แรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองในปลายทศวรรษ 1980 ทำให้ระบอบคอมมิวนิสต์สั่นคลอน การประท้วงและการเปิดระบบพรรคการเมืองนำไปสู่การเลือกตั้งหลายพรรคใน ค.ศ. 1991 และการยุติรัฐคอมมิวนิสต์พรรคเดียว[12]

ทศวรรษ 1990 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่ยากลำบาก แอลเบเนียเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การอพยพจำนวนมาก และวิกฤตโครงการแชร์ลูกโซ่ใน ค.ศ. 1997 ซึ่งทำให้รัฐเกือบล่มสลายและเกิดความรุนแรงทั่วประเทศ หลังจากนั้นรัฐบาลหลายชุดพยายามสร้างสถาบันประชาธิปไตย ปฏิรูปเศรษฐกิจ และปรับความสัมพันธ์กับยุโรปตะวันตก

แอลเบเนียเข้าร่วมเนโทใน ค.ศ. 2009 พร้อมกับโครเอเชีย[5] และให้ความสำคัญกับการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ประเทศได้รับสถานะผู้สมัครใน ค.ศ. 2014 และเริ่มการเจรจาเข้าเป็นสมาชิกใน ค.ศ. 2022[6] ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 แอลเบเนียเผชิญประเด็นร่วมสมัยหลายด้าน เช่น การอพยพของแรงงานหนุ่มสาว การปฏิรูประบบยุติธรรม การปราบปรามคอร์รัปชัน การพัฒนาการท่องเที่ยว และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งและทะเลสาบโอห์ริด

การเมืองการปกครอง

[แก้]

แอลเบเนียเป็นสาธารณรัฐระบบรัฐสภา ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ ส่วนอำนาจบริหารอยู่กับคณะรัฐมนตรีที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า รัฐสภาแอลเบเนีย หรือ คูเวนดี (แอลเบเนีย: Kuvendi) เป็นสภาเดียว มีสมาชิก 140 คน เลือกตั้งทุกสี่ปีตามระบบสัดส่วนแบบภูมิภาค[14]

การเมืองหลัง ค.ศ. 1991 ถูกกำหนดโดยการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองหลัก เช่น พรรคสังคมนิยมแอลเบเนีย (แอลเบเนีย: Partia Socialiste e Shqipërisë) และพรรคประชาธิปไตยแอลเบเนีย (แอลเบเนีย: Partia Demokratike e Shqipërisë) ปัญหาสำคัญในการเมืองร่วมสมัย ได้แก่ การปฏิรูประบบยุติธรรม การบริหารเลือกตั้ง ความโปร่งใสของรัฐ และการบูรณาการเข้ากับสหภาพยุโรป

การแบ่งเขตการปกครอง

[แก้]
12 มณฑลของประเทศแอลเบเนีย

แอลเบเนียแบ่งเขตการปกครองระดับแรกออกเป็น 12 มณฑล หรือ "ชาร์ก" (แอลเบเนีย: qark) และระดับท้องถิ่นเป็น 61 เทศบาล หรือ "บาชกิ" (แอลเบเนีย: bashki) หลังการปฏิรูปดินแดนที่มีผลใช้ใน ค.ศ. 2015[15]

ลำดับมณฑลชื่อภาษาแอลเบเนียเมืองศูนย์กลางหมายเหตุ
1เบรัตแอลเบเนีย: Beratเบรัต (แอลเบเนีย: Berat)เมืองประวัติศาสตร์ที่เป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก
2ดีเบอร์แอลเบเนีย: Dibërเปชโคปี (แอลเบเนีย: Peshkopi)อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ติดมาซิโดเนียเหนือ
3ดูร์เริสแอลเบเนีย: Durrësดูร์เริส (แอลเบเนีย: Durrës)เมืองท่าสำคัญริมทะเลเอเดรียติก
4เอลบาซันแอลเบเนีย: Elbasanเอลบาซัน (แอลเบเนีย: Elbasan)ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ
5ฟิเยร์แอลเบเนีย: Fierฟิเยร์ (แอลเบเนีย: Fier)พื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมสำคัญ
6จีรอคัสเตอร์แอลเบเนีย: Gjirokastërจีรอคัสเตอร์ (แอลเบเนีย: Gjirokastër)เมืองหินและแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก
7กอร์เชอแอลเบเนีย: Korçëกอร์เชอ (แอลเบเนีย: Korçë)พื้นที่วัฒนธรรมและการศึกษาทางตะวันออกเฉียงใต้
8คูเคิชแอลเบเนีย: Kukësคูเคิช (แอลเบเนีย: Kukës)อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ใกล้คอซอวอ
9เลเฌอแอลเบเนีย: Lezhëเลเฌอ (แอลเบเนีย: Lezhë)เกี่ยวข้องกับสันนิบาตเลเฌอในยุคสกันเดอร์เบก
10ชคอเดอร์แอลเบเนีย: Shkodërชคอเดอร์ (แอลเบเนีย: Shkodër)ศูนย์กลางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ทางเหนือ
11ติรานาแอลเบเนีย: Tiranaติรานา (แอลเบเนีย: Tirana)มีเมืองหลวงและประชากรมากที่สุด
12วลอเรอแอลเบเนีย: Vlorëวลอเรอ (แอลเบเนีย: Vlorë)ชายฝั่งทะเลไอโอเนียนและเมืองประกาศเอกราช

ประชากรศาสตร์

[แก้]

จากสำมะโนประชากรและเคหะ ค.ศ. 2023 แอลเบเนียมีประชากรประจำถิ่น 2,402,113 คน ลดลงประมาณ 420,000 คนเมื่อเทียบกับสำมะโน ค.ศ. 2011[2] การลดลงดังกล่าวสะท้อนทั้งการย้ายถิ่นออกนอกประเทศ อัตราการเกิดต่ำ และการสูงวัยของประชากร

ประชากรส่วนใหญ่ระบุอัตลักษณ์ชาติพันธุ์เป็นแอลเบเนีย ขณะที่ชนกลุ่มน้อยที่ได้รับการยอมรับมีหลายกลุ่ม เช่น กรีก มาซิโดเนีย อาโรมาเนียน โรมานี อียิปต์บอลข่าน เซอร์เบีย มอนเตเนโกร บอสเนีย และบัลแกเรีย[1] ภาษาราชการคือภาษาแอลเบเนีย ซึ่งมีสองกลุ่มสำเนียงหลัก ได้แก่ เกก (แอลเบเนีย: Gheg) ในภาคเหนือ และทอสก์ (แอลเบเนีย: Tosk) ในภาคใต้ โดยภาษาแอลเบเนียมาตรฐานสมัยใหม่มีพื้นฐานจากทอสก์เป็นหลัก

ด้านศาสนา แอลเบเนียเป็นสังคมที่มีความหลากหลายและมีลักษณะฆราวาสสูง จากสำมะโน ค.ศ. 2023 ประชากรประมาณครึ่งหนึ่งระบุว่าเป็นมุสลิมรวมเบกตาชี ขณะที่มีชาวคริสต์คาทอลิกและออร์ทอดอกซ์จำนวนมาก รวมถึงผู้ที่ระบุว่าไม่มีศาสนา มีความเชื่อแต่ไม่สังกัดศาสนา หรือไม่ตอบคำถาม[1] ความหลากหลายทางศาสนาและการอยู่ร่วมกันของชุมชนต่าง ๆ มักถูกยกเป็นลักษณะสำคัญของสังคมแอลเบเนียสมัยใหม่

วัฒนธรรม

[แก้]

วัฒนธรรมแอลเบเนียเกิดจากการผสมผสานของมรดกบอลข่าน เมดิเตอร์เรเนียน อิลลิเรีย โรมัน ไบแซนไทน์ ออตโตมัน และยุโรปสมัยใหม่ ภาษาแอลเบเนียเป็นแกนสำคัญของอัตลักษณ์ชาติ โดยใช้ทั้งในวรรณกรรม เพลงพื้นบ้าน การเมือง และชีวิตประจำวัน การฟื้นฟูภาษาและการศึกษาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างรัฐชาติแอลเบเนีย

จารีตและสังคม

[แก้]

สังคมแอลเบเนียให้ความสำคัญกับครอบครัว เครือญาติ เกียรติยศ และการต้อนรับแขก แนวคิด เบซา (แอลเบเนีย: besa) หมายถึงคำมั่น สัจจะ หรือความรับผิดชอบต่อคำพูด เป็นแนวคิดที่มีบทบาทในวัฒนธรรมและจริยธรรมแอลเบเนีย ทั้งในนิทาน ประวัติศาสตร์ และภาพลักษณ์ร่วมสมัย ส่วนกานูน (แอลเบเนีย: Kanun) เป็นจารีตประเพณีดั้งเดิมที่เกี่ยวข้องกับสังคมภูเขาทางเหนือ แม้บางมิติของจารีตนี้ เช่น การแก้แค้นเลือด จะถูกวิพากษ์และไม่สอดคล้องกับรัฐสมัยใหม่ แต่กานูนยังเป็นหัวข้อสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์สังคมแอลเบเนีย

ดนตรีและการแสดง

[แก้]

ดนตรีพื้นบ้านแอลเบเนียแตกต่างกันตามภูมิภาค ภาคใต้มีชื่อเสียงด้านอีโซพอลิโฟนีแอลเบเนีย (อังกฤษ: Albanian folk iso-polyphony) ซึ่งเป็นการขับร้องหลายแนวเสียงพร้อมเสียงยืนพื้นแบบกลุ่ม ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ โดยระบุว่ารูปแบบนี้ประกอบด้วยแนวขับร้องเดี่ยว ทำนองสวน และเสียงประสานยืนพื้น[16]

เครื่องดนตรีพื้นบ้านที่พบในภูมิภาคต่าง ๆ ได้แก่ ชีฟเตลี (แอลเบเนีย: çifteli) ลาฮูตา (แอลเบเนีย: lahuta) กลอง และปี่พื้นเมือง เพลงพื้นบ้านมักเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น งานแต่งงาน การเลี้ยงสัตว์ การอพยพ และความทรงจำเรื่องวีรบุรุษ เช่น สกันเดอร์เบก

เครื่องแต่งกายและหัตถกรรม

[แก้]

เครื่องแต่งกายดั้งเดิมของชาวแอลเบเนียมีความหลากหลายตามภูมิภาค เพศ ศาสนา และสถานะทางสังคม ตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักคือ ชูเบลตา (แอลเบเนีย: xhubleta) กระโปรงทรงระฆังของสตรีในพื้นที่ภูเขาทางเหนือ ซึ่งเกี่ยวข้องกับทักษะการทำเครื่องแต่งกาย การประดับ และพิธีกรรมท้องถิ่น ยูเนสโกขึ้นทะเบียน “ชูเบลตา ทักษะ งานฝีมือ และรูปแบบการใช้งาน” ในบัญชีมรดกวัฒนธรรมที่ต้องได้รับการคุ้มครองเร่งด่วนเมื่อ ค.ศ. 2022[17]

หัตถกรรมแอลเบเนียยังรวมถึงงานถักทอ พรม งานไม้ งานโลหะ เครื่องเงิน และงานหิน โดยเฉพาะในเมืองประวัติศาสตร์ เช่น เบรัต จีรอคัสเตอร์ ชคอเดอร์ และกรูเยอ

อาหาร

[แก้]

อาหารแอลเบเนียได้รับอิทธิพลจากเมดิเตอร์เรเนียน บอลข่าน และออตโตมัน วัตถุดิบสำคัญได้แก่ น้ำมันมะกอก ผลิตภัณฑ์นม เนื้อแกะ เนื้อแพะ ปลา ผักตามฤดูกาล และสมุนไพร อาหารที่พบทั่วไป เช่น บือเร็ก (แอลเบเนีย: byrek) ตัฟโคซี (แอลเบเนีย: tavë kosi) เฟอร์เกเซอ (แอลเบเนีย: fërgesë) และอาหารทะเลตามเมืองชายฝั่ง วัฒนธรรมกาแฟและคาเฟ่เป็นส่วนสำคัญของชีวิตเมืองร่วมสมัย โดยเฉพาะในติรานา ดูร์เริส และชคอเดอร์

วรรณกรรมและศิลปะ

[แก้]

วรรณกรรมแอลเบเนียสมัยใหม่เติบโตควบคู่กับการฟื้นฟูภาษาและชาตินิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 19 บุคคลสำคัญ เช่น ไนม์ ฟราเชอรี (แอลเบเนีย: Naim Frashëri) เป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นฟูแห่งชาติ ในศตวรรษที่ 20 นักเขียนแอลเบเนียที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ได้แก่ อิสมาอิล คาแดเร (แอลเบเนีย: Ismail Kadare) ซึ่งงานเขียนของเขาสะท้อนประวัติศาสตร์ ตำนาน อำนาจรัฐ และชีวิตภายใต้เผด็จการ

มรดกโลกและแหล่งวัฒนธรรม

[แก้]

แอลเบเนียมีแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของยูเนสโกหลายแห่ง เช่น บุตรินต์ (แอลเบเนีย: Butrint) เมืองประวัติศาสตร์เบรัต (แอลเบเนีย: Berat) และจีรอคัสเตอร์ (แอลเบเนีย: Gjirokastër) ภูมิภาคทะเลสาบโอห์ริด และป่าบีชดึกดำบรรพ์บางแห่งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลกข้ามชาติ[13][18][19] เมืองเบรัตและจีรอคัสเตอร์ได้รับการยกย่องในฐานะตัวอย่างสำคัญของสถาปัตยกรรมเมืองออตโตมันในคาบสมุทรบอลข่าน[18]

แหล่งท่องเที่ยว

[แก้]

แอลเบเนียมีแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ เมืองประวัติศาสตร์เบรัต (แอลเบเนีย: Berat) และจีรอคัสเตอร์ (แอลเบเนีย: Gjirokastër) เป็นแหล่งมรดกโลกที่สะท้อนสถาปัตยกรรมออตโตมันและการอยู่ร่วมกันของชุมชนศาสนาหลากหลาย[18] ส่วนบุตรินต์ (แอลเบเนีย: Butrint) ใกล้ซารันดา (แอลเบเนีย: Sarandë) เป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญที่มีชั้นประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ กรีก โรมัน ไบแซนไทน์ เวนิส และออตโตมัน[13]

แหล่งธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ เทือกเขาแอลป์แอลเบเนีย หมู่บ้านเทท (แอลเบเนีย: Theth) หุบเขาวัลโบนา (แอลเบเนีย: Valbona) ชายฝั่งทะเลไอโอเนียนบริเวณวลอเรอ ซารันเดอ และคซามิล รวมถึงทะเลสาบโอห์ริดซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกข้ามพรมแดนร่วมกับมาซิโดเนียเหนือ[19]

เศรษฐกิจ

[แก้]

เศรษฐกิจแอลเบเนียเปลี่ยนผ่านจากระบบวางแผนแบบคอมมิวนิสต์ไปสู่เศรษฐกิจตลาดหลัง ค.ศ. 1991 ภาคบริการ การค้า การก่อสร้าง การท่องเที่ยว เกษตรกรรม และเงินส่งกลับจากแรงงานอพยพมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ ประเทศใช้สกุลเงินเลก (แอลเบเนีย: lek) และมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกับสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอิตาลี กรีซ และเยอรมนี

การท่องเที่ยวเติบโตมากในคริสต์ศตวรรษที่ 21 โดยอาศัยชายฝั่งทะเล เมืองประวัติศาสตร์ และการท่องเที่ยวธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวทำให้เกิดประเด็นการบริหารพื้นที่ชายฝั่ง การก่อสร้างเกินขนาด และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในพื้นที่อ่อนไหว เช่น ชายฝั่งไอโอเนียนและทะเลสาบโอห์ริด

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 "Albanian Population and Housing Census 2023". Institute of Statistics of Albania. 28 มิถุนายน 2024. สืบค้นเมื่อ 15 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. 1 2 3 "The population of Albania". Institute of Statistics of Albania. สืบค้นเมื่อ 15 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  3. ↑ "ประกาศสำนักงานราชบัณฑิตยสภา เรื่อง กำหนดชื่อประเทศ ดินแดน เขตการปกครอง และเมืองหลวง" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 139 (พิเศษ 205 ง). 1 กันยายน 2565.
  4. 1 2 3 "Albania". Encyclopaedia Britannica. สืบค้นเมื่อ 15 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  5. 1 2 "NATO member countries". NATO. สืบค้นเมื่อ 15 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  6. 1 2 "Albania". European Commission. สืบค้นเมื่อ 15 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  7. ↑ ราชบัณฑิตยสภา (2022). ประกาศสำนักงานราชบัณฑิตยสภา เรื่อง กำหนดชื่อประเทศ ดินแดน เขตการปกครอง และเมืองหลวง (PDF). สำนักงานราชบัณฑิตยสภา.
  8. ↑ Malcolm, Noel (1998). Kosovo: A Short History. New York University Press. น. 29. ISBN 978-0-8147-5598-3.
  9. ↑ Elsie, Robert (2010). Historical Dictionary of Albania. Scarecrow Press. น. 415–416. ISBN 978-0-8108-6188-6.
  10. ↑ "Albania - History, Geography, & Culture". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ 2026-06-17.
  11. ↑ "Albania : a country study". Library of Congress. สืบค้นเมื่อ 2026-06-17.
  12. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 "History of Albania". Encyclopaedia Britannica. สืบค้นเมื่อ 15 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  13. 1 2 3 "Butrint". UNESCO World Heritage Centre. สืบค้นเมื่อ 15 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  14. ↑ "Albania 1998 (rev. 2016) Constitution". Constitute Project. สืบค้นเมื่อ 15 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  15. ↑ "Administrative and Territorial Reform". Government of Albania. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-10-19. สืบค้นเมื่อ 15 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  16. ↑ "Albanian folk iso-polyphony". UNESCO Intangible Cultural Heritage. สืบค้นเมื่อ 15 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  17. ↑ "Decision of the Intergovernmental Committee: 17.COM 7.a.4". UNESCO Intangible Cultural Heritage. 29 พฤศจิกายน 2022. สืบค้นเมื่อ 15 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  18. 1 2 3 "Historic Centres of Berat and Gjirokastra". UNESCO World Heritage Centre. สืบค้นเมื่อ 15 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  19. 1 2 "Natural and Cultural Heritage of the Ohrid region". UNESCO World Heritage Centre. สืบค้นเมื่อ 15 มิถุนายน 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)

อ่านเพิ่ม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

41°N 20°E / 41°N 20°E / 41; 20