ข้ามไปเนื้อหา

เฮนรี คิสซินเจอร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เฮนรี คิสซินเจอร์
Henry Kissinger
คิสซินเจอร์ ใน ค.ศ. 1973
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ
ดำรงตำแหน่ง
22 กันยายน ค.ศ. 1973 – 20 มกราคม ค.ศ. 1977
ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน
เจอรัลด์ ฟอร์ด
รอง
  • เคนเน็ธ รัช
  • โรเบิร์ต อิงเกอร์ซอลล์
  • ชาร์ลส์ โรบินสัน
ก่อนหน้าวิลเลียม โรเจอร์ส
ถัดไปไซรัส แวนซ์
ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ คนที่ 7
ดำรงตำแหน่ง
20 มกราคม ค.ศ. 1969 – 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1975
ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน
เจอรัลด์ ฟอร์ด
รอง
  • ริชาร์ด อัลเลน
  • อเล็กซานเดอร์ เฮก
  • เบรนต์ สคาวครอฟต์
ก่อนหน้าวอลต์ วิทแมน รอสโตว์
ถัดไปเบรนต์ สคาวครอฟต์
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด
ไฮนทซ์ อัลเฟรท คิสซิงเงอร์

(1923-05-27)27 พฤษภาคม ค.ศ. 1923
เฟือร์ท รัฐเสรีบาวาเรีย สาธารณรัฐไวมาร์
เสียชีวิต29 พฤศจิกายน ค.ศ. 2023(2023-11-29) (100 ปี)
เคนท์ รัฐคอนเนทิคัต สหรัฐ
พรรคการเมืองริพับลิกัน
บุตร2
รางวัลรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
ลายมือชื่อ
ยศที่ได้รับการแต่งตั้ง
รับใช้ สหรัฐ
สังกัด กองทัพบกสหรัฐ
ประจำการ1943 – 1946
ยศ จ่า
ผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่สอง

เฮนรี คิสซินเจอร์ (อังกฤษ: Henry Kissinger) หรือชื่อเกิดคือ ไฮนทซ์ อัลเฟรท คิสซิงเงอร์ (เยอรมัน: Heinz Alfred Kissinger; 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1923 – 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 2023) เป็นชาวเยอรมันโดยกำเนิด ต่อมากลายเป็นนักการเมือง นักการทูต และที่ปรึกษาด้านภูมิรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เดิมเขาเป็นชาวเยอรมันโดยกำเนิด เขาและครอบครัวซึ่งมีเชื้อสายยิวได้อพยพออกจากนาซีเยอรมนีและมาตั้งถิ่นฐานในสหรัฐเมื่อปี ค.ศ. 1938 เขาได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศสหรัฐและที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ บทบาทของเขาที่ผลักดันข้อตกลงสันติภาพปารีสจนทำให้เกิดการหยุดยิงในสงครามเวียดนามทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี ค.ศ. 1973 ท่ามกลางความเห็นแย้งของบรรดาคณะกรรมการรางวัลโนเบล[1]

คิสซินเจอร์เป็นบุคคลซึ่งเป็นทั้งที่รักและที่ชังในการเมืองตะวันตก เขาดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยไม่สนหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย นักวิจารณ์จำนวนหนึ่งกล่าวหาว่า เขายอมทำสิ่งสกปรกทุกอย่างที่จะช่วยรักษาอิทธิพลและผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงถูกประณามว่าเป็นอาชญากรสงครามโดยบรรณาธิการข่าว, นักการเมือง, นักกิจกรรม และนักสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีสมคบคิดว่าเขามีส่วนรู้เห็นกับการทรมานและอุ้มหายโดยระบอบเผด็จการในหลายประเทศ[2][3][4] เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐประหารในประเทศชิลี ค.ศ. 1973 และเป็นผู้ให้ "ไฟเขียว" แก่รัฐบาลทหารอาร์เจนตินาในสงครามสกปรก และมีส่วนที่สหรัฐเข้าเป็นผู้สนับสนุนปากีสถานในสงครามปลดปล่อยบังกลาเทศจนเกิดเป็นการสังหารหมู่[5] แม้จะถูกมองว่าเลวร้ายเพียงใด เขาก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศสหรัฐที่มีผลงานที่สุดโดยวงการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ[6]

ปฐมวัยและการศึกษา

[แก้]

เฮนรี คิสซินเจอร์เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 1923 ที่เมืองเฟือร์ท (Fürth) รัฐไบเอิร์น ประเทศเยอรมนี เขาเกิดในครอบครัวชาวยิว เขาในวัยเด็กเริ่มมีความสงสัยต่อการเรืองอำนาจของฮิตเลอร์ ต่อมาในปี 1938 ในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่สองใกล้จะปะทุ ครอบครัวคิสซิงเจอร์หลบหนีจากเยอรมนีไปยังสหรัฐ และตั้งถิ่นฐานในนครนิวยอร์ก เขาปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เรียนภาษาอังกฤษและถูกกลืนกับวัฒนธรรมอเมริกัน

คิสซิงเจอร์เริ่มศึกษาที่โรงเรียนมัธยมจอร์จ วอชิงตัน (George Washington High School) ในนครนิวยอร์ก และมีความโดดเด่นด้านการเรียน เขาได้รับการสนับสนุนจากครูเพื่อให้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น หลังจากเรียนจบมัธยม เขาเข้าร่วมกองทัพสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยปฏิบัติหน้าที่ในสมรภูมิยุโรปในฐานะพลทหาร และต่อมาในตำแหน่งนายการการข่าว ประสบการณ์ในช่วงสงครามนี้ได้ช่วยหล่อหลอมมุมมองเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างประเทศและการทูตของเขา

ต่อมาหลังสงคราม คิสซิงเจอร์เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี 1947 และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขารัฐศาสตร์ในปี 1954 การศึกษาในเยอรมนีและในสหรัฐรวมถึงประสบการณ์ในสงคราม มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อการดำเนินงานด้านการทูตและยุทธศาสตร์ชาติของเขา ซึ่งต่อมาได้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศและที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ

งานวิชาการ

[แก้]

หลังจากได้รับการปลดประจำการทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี 1954 คิสซิงเจอร์เริ่มเป็นนักวิชาการในฐานะนักวิจัยและอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยเขาได้รับการยอมรับจากการศึกษาด้านการเมืองระหว่างประเทศและยุทธศาสตร์ทางการทูต งานวิจัยระดับปริญญาเอกของเขาเรื่อง A World Restored วิเคราะห์เรื่องความสมดุลทางอำนาจในยุโรปหลังสงครามนโปเลียน ซึ่งเป็นการเสนอแนะให้มีระบบระหว่างประเทศที่มั่นคงเพื่อป้องกันการเกิดสงครามโลกอีกครั้ง งานนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก และทำให้คิสซิงเจอร์เริ่มมีชื่อเสียงในวงการการทูต นอกจากนี้ในระหว่างปี 1956 ถึง 1958 คิสซิงเจอร์ทำงานให้มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์บราเธอร์ส ในตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการศึกษาพิเศษ

ในช่วงปี 1956-1969 คิสซิงเจอร์ทำงานที่ฮาร์วาร์ดเป็นเวลา 13 ปี โดยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์และอาจารย์วิชาการเมืองระหว่างประเทศ เขามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาแนวคิดทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการทูตและความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งได้สะท้อนผ่านการเขียนหนังสือและบทความที่มีอิทธิพลในวงการศึกษาระดับโลก

นโยบายต่างประเทศ

[แก้]

นโยบายต่างประเทศของคิสซิงเจอร์มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งรวมถึงการยึดหลัก “Realpolitik” หรือ “การเมืองเชิงปฏิบัติ” ที่เน้นความสมดุลของอำนาจ (Balance of power) ระหว่างประเทศมากกว่าการยึดถือหลักอุดมการณ์ประชาธิปไตยเสรีนิยม

หนึ่งในนโยบายที่มีชื่อเสียงที่สุดของคิสซิงเจอร์คือ การทูตแบบลับ (shuttle diplomacy) ซึ่งมีเป้าหมายในการลดความตึงเครียดในสงครามเย็น โดยเฉพาะในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนและสหภาพโซเวียตในช่วงทศวรรษ 1970 ความพยายามดังกล่าวเริ่มต้นจากการส่งสัญญาณเปิดการเจรจากับสาธารณรัฐประชาชนจีนผ่านช่องทางลับ (backchannel negotiation)[7]ซึ่งนำไปสู่การเยือนจีนของประธานาธิบดีนิกสันในปี 1972 กระบวนการฟื้นฟูความสัมพันธ์นี้มักถูกเรียกว่า “Opening to China”[8]ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของดุลอำนาจในเอเชียและระบบระหว่างประเทศโดยรวม โดยการเยือนครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่ช่วยเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในเอเชียและทั่วโลก การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดแรงกดดันในสงครามเย็น แต่ยังช่วยให้สหรัฐฯ สามารถรับมือกับความท้าทายที่เกิดจากสหภาพโซเวียตได้ดีขึ้น

ความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ จีน และสหภาพโซเวียตในช่วงทศวรรษ 1970 เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “การทูตสามเส้า” (triangular diplomacy)[9] ซึ่งมุ่งสร้างดุลอำนาจใหม่ในระบบระหว่างประเทศ นอกจากนี้ อีกหนึ่งนโยบายที่สำคัญคือ นโยบายการผ่อนคลาย (Détente) ยังอาศัยแนวคิด "การเชื่อมโยงประเด็น" (linkage strategy)[10] ซึ่งใช้การผูกโยงการเจรจาหลายด้าน เช่นอาวุธยุทธศาสตร์ การค้า และความสัมพันธ์ทวิภาคี เพื่อสร้างแรงจูงใจและแรงกดดันต่อสหภาพโซเวียต ส่งผลให้สหรัฐซึ่งมุ่งเน้นนโยบายไปที่การลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต ทำให้ในช่วงที่คิสซิงเจอร์ดำรงตำแหน่งเขาได้มีส่วนร่วมในการลงนามในสนธิสัญญาจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Arms Limitation Talks (SALT I)[11] ในปี 1972 ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตเพื่อจำกัดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ในทั้งสองประเทศ การเจรจาเหล่านี้ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการลดความเสี่ยงของสงครามนิวเคลียร์

นอกจากนี้ คิสซิงเจอร์ยังมีบทบาทสำคัญในสงครามเวียดนาม โดยการส่งเสริมการเจรจาสันติภาพกับเวียดนามเหนือ ซึ่งในที่สุดนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพปารีส หรือ Paris Peace Accords ในปี 1973 ที่ยุติสงครามเวียดนาม การเจรจานี้แม้จะมีข้อถกเถียง แต่ก็ถือเป็นความสำเร็จในเชิงกลยุทธ์ของสหรัฐฯ ที่ช่วยลดการมีส่วนร่วมในสงครามที่ยาวนานและสูญเสียทรัพยากรจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม นโยบายต่างประเทศของคิสซิงเจอร์ก็ไม่ได้ปราศจากการวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะในเรื่อง การสนับสนุนระบอบเผด็จการ ในบางประเทศ เช่น ชิลี กัมพูชา ซึ่งทำให้เขาถูกโจมตีว่าเป็นผู้สนับสนุนระบอบที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์

ชีวิตส่วนตัว

[แก้]

คิสซิงเจอร์สมรสกับอันนาลีเซอ ฟไลเชอร์ (Anneliese Fleischer) ชาวเมืองเดียวกันในปี 1949 และทั้งคู่มีบุตรด้วยกันสองคนได้แก่เดวิดและเอลิซาเบธ ต่อมาเขาหย่ากับอันนาลีเซอในปี 1964 และได้แต่งงานใหม่กับ ซูซานนา วินสตัน หญิงชาวอเมริกัน ในปี 1974 ซึ่งเป็นนักข่าวและนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง

คิสซิงเจอร์เป็นบุคคลที่มีความรักในการอ่านและการศึกษา เขาชื่นชอบการอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวของสงครามและการทูต ในชีวิตส่วนตัวของเขา คิสซิงเจอร์มักจะหลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องราวส่วนตัวในที่สาธารณะ แต่ก็ได้รับความสนใจจากสื่อและประชาชนเป็นอย่างมากจากบทบาทในฐานะที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ

เฮนรี คิสซินเจอร์ ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจล้มเหลวเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2023 ที่บ้านพักในคอนเนตทิคัต สิริอายุ 100 ปี

ผลงานหนังสือ

[แก้]

เฮนรี คิสซินเจอร์ เป็นนักเขียนที่มีผลงานหนังสือด้านการต่างประเทศ ยุทธศาสตร์ความมั่นคง และภูมิรัฐศาสตร์จำนวนมาก ผลงานของเขาได้รับการยอมรับให้เป็นตำรามาตรฐานในวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมีหนังสือสำคัญที่ได้รับการตีพิมพ์และแปลในหลายภาษา ดังนี้:

หนังสือด้านภูมิรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

[แก้]
  • ค.ศ. 1957: A World Restored: Metternich, Castlereagh and the Problems of Peace 1812–22[12] (วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขาว่าด้วยการจัดระเบียบยุโรปหลังยุคนโปเลียน)
  • ค.ศ. 1957: Nuclear Weapons and Foreign Policy[13] (หนังสือที่สร้างชื่อเสียงให้เขาในฐานะนักยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด)
  • ค.ศ. 1969: American Foreign Policy: Three Essays[14]
  • ค.ศ. 1994: Diplomacy[15] (หนังสือหนากว่า 900 หน้าที่เป็นการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์การทูตโลกและลัทธิสัจนิยม)
  • ค.ศ. 2001: Does America Need a Foreign Policy?: Toward a Diplomacy for the 21st Century[16]
  • ค.ศ. 2011: On China[17] (การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ ยุทธศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนจากประสบการณ์ตรง)
  • ค.ศ. 2014: World Order[18] (หนังสือวิเคราะห์แนวคิดเรื่อง "ระเบียบโลก" ตั้งแต่สนธิสัญญาเวสต์ฟาเลียจนถึงยุคปัจจุบัน)
  • ค.ศ. 2022: Leadership: Six Studies in World Strategy[19] (การวิเคราะห์ภาวะผู้นำผ่านผู้นำระดับโลก 6 คนในศตวรรษที่ 20)

บันทึกความทรงจำ (Memoirs)

[แก้]
  • ค.ศ. 1979: White House Years[20] (บันทึกความทรงจำช่วงปี ค.ศ. 1969–1973 ในตำแหน่งที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ)
  • ค.ศ. 1982: Years of Upheaval[21] (บันทึกความทรงจำช่วงปี ค.ศ. 1973–1974 ในช่วงวิกฤตการณ์วอเตอร์เกตและสงครามยมคิปปูร์)
  • ค.ศ. 1999: Years of Renewal[22] (บันทึกความทรงจำเล่มสุดท้าย ครอบคลุมการทำงานในรัฐบาลของประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด)
  • ค.ศ. 2003: Ending the Vietnam War: A History of America's Involvement in and Extrication from the Vietnam War[23]

ผลงานร่วมยุคสุดท้าย (ด้านเทคโนโลยีและอนาคต)

[แก้]
  • ค.ศ. 2021: The Age of AI: And Our Human Future[24] (เขียนร่วมกับ เอริก ชมิดต์ และ แดเนียล ฮัตเตนโลเชอร์)
  • ค.ศ. 2024: Genesis: Artificial Intelligence, Hope, and the Human Spirit[25] (ผลงานเล่มสุดท้ายที่ได้รับการตีพิมพ์หลังการมรณกรรม เขียนร่วมกับ เอริก ชมิดต์ และ เคร็ก มันดี)

มรดกทางความคิด

[แก้]

เฮนรี คิสซินเจอร์ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาทั้งการปฏิบัติและการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะในกรอบแนวคิดสัจนิยมทางกาเรมือง (political realism) ซึ่งให้ความสำคัญกับดุลอำนาจ ผลประโยชน์แห่งรัฐ และความมั่นคงของระบบระหว่างประเทศมากกว่าหลักการเชิงอุดมการณ์[26]

นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมักจัดวางคิสซินเจอร์ไว้ในสายความคิดสัจนิยมคลาสสิก (classical realism) ร่วมกับนักทฤษฎีอย่าง Hans Morgenthau โดยมองว่าแนวคิดของเขาสะท้อนการวิเคราะห์ระบบระหว่างประทเศในเชิงโครงสร้างอำนาจและข้อจำกัดของรัฐภายใต้สภาวะอนาธิปไตยของระบบโลก[27][28] งานเขียนและแนวทางนโยบายของคิสซินเจอร์ถูกนำไปใช้เป็นกรณีศึกษาในหลักสูตรความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในประเด็นการทูตเชิงยุทธศาสตร์ (strategic diplomacy) การจัดการความขัดแย้งและบทบาทของมหาอำนาจในระบบโลก[29][30]

อย่างไรก็ตาม มรดกทางความคิดของคิสซินเจอร์ยังเป็นประเด็นถกเถียงในวงวิชาการ โดยนักวิชาการบางส่วนตั้งคำถามต่อผลกระทบทางจริยธรรมของนโยบายต่างประเทศสหรัฐในช่วงที่เขามีบทบาท ขณะที่นักวิชาการอีกส่วนหนึ่งมองว่า แนวทางของเขาสะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบระหว่างประเทศในช่วงสงครามเย็น มากกว่าการตัดสินเชิงศีลธรรมของบุคคลเพียงรายเดียว[31][32]

หลังพ้นจากตำแหน่งในรัฐบาล คิสซินเจอร์มีบทบาทในเวทีวิชาการและการให้คำปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศ โดยงานเขียนในช่วงหลังยังคงถูกใช้ในการอภิปรายเกี่ยวกับระเบียบโลก (world order) และการเปลี่ยนผ่านของระบบระหว่างประเทศในยุคหลังสงครามเย็น[33][34][35]

อ้างอิง

[แก้]
  1. ↑ Feldman, Burton (2001). The Nobel Prize: A History Of Genius, Controversy, and Prestige. Arcade Publishing. น. 16. ISBN 978-1-55970-537-0.
  2. ↑ "Henry Kissinger: Realpolitik and Kurdish Genocide". มีนาคม 24, 2013. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2020-01-18. สืบค้นเมื่อ มีนาคม 1, 2019.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  3. ↑ Rohter, Larry (มีนาคม 28, 2002). "As Door Opens for Legal Actions in Chilean Coup, Kissinger Is Numbered Among the Hunted". The New York Times. ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ ธันวาคม 14, 2015.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. ↑ "Protesters Heckle Kissinger, Denounce Him for 'War Crimes'". The Times of Israel. มกราคม 30, 2015. สืบค้นเมื่อ ธันวาคม 14, 2015.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  5. ↑ Bass, Gary (กันยายน 21, 2013). "Blood Meridian". The Economist. สืบค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 13, 2016.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  6. ↑ "The Best International Relations Schools in the World". Foreign Policy. กุมภาพันธ์ 3, 2015. สืบค้นเมื่อ สิงหาคม 8, 2015.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  7. ↑ Kissinger, Henry (1979). White House Years. Little, Brown and Company. ISBN 978-0316496612.
  8. ↑ Isaacson, Walter (1992). Kissinger: A Biography. Simon & Schuster. ISBN 978-0671663230.
  9. ↑ Hanhimäki, Jussi (2004). The Flawed Architect: Henry Kissinger and American Foreign Policy. Oxford University Press. ISBN 978-0195172217. {{cite book}}: ตรวจค่าของ |isbn=: checksum ไม่ถูกต้อง (วิธีใช้)
  10. ↑ Gaddis, John Lewis (2005). Strategies of Containment: A Critical Appraisal of American National Security Policy During the Cold War. Oxford University Press. ISBN 978-0195174472.
  11. ↑ Kissinger, Henry (1982). Years of Upheaval. Little, Brown and Company. ISBN 978-0316285919.
  12. ↑ Kissinger, Henry (1957). A World Restored: Metternich, Castlereagh and the Problems of Peace 1812–22. Houghton Mifflin. ISBN 978-0395172292. {{cite book}}: ISBN / Date ไม่เข้ากัน (วิธีใช้)
  13. ↑ Kissinger, Henry (1957). Nuclear Weapons and Foreign Policy. Harper & Brothers. ISBN 9780598749680. {{cite book}}: ISBN / Date ไม่เข้ากัน (วิธีใช้)
  14. ↑ Kissinger, Henry (1969). American Foreign Policy: Three Essays. W. W. Norton & Company. ISBN 978-0393055252.
  15. ↑ Kissinger, Henry (1994). Diplomacy. Simon & Schuster. ISBN 978-0671659912.
  16. ↑ Kissinger, Henry (2001). Does America Need a Foreign Policy?: Toward a Diplomacy for the 21st Century. Simon & Schuster. ISBN 978-0684855677.
  17. ↑ Kissinger, Henry (2011). On China. Penguin Press. ISBN 978-1594202711.
  18. ↑ Kissinger, Henry (2014). World Order. Penguin Press. ISBN 978-1594206146.
  19. ↑ Kissinger, Henry (2022). Leadership: Six Studies in World Strategy. Penguin Press. ISBN 978-0593489444.
  20. ↑ Kissinger, Henry (1979). White House Years. Little, Brown and Company. ISBN 978-0316496612.
  21. ↑ Kissinger, Henry (1982). Years of Upheaval. Little, Brown and Company. ISBN 978-0316285919.
  22. ↑ Kissinger, Henry (1999). Years of Renewal. Simon & Schuster. ISBN 978-0684855714.
  23. ↑ Kissinger, Henry (2003). Ending the Vietnam War. Simon & Schuster. ISBN 978-0743215329.
  24. ↑ Kissinger, Henry; Eric Schmidt; Daniel Huttenlocher (2021). The Age of AI: And Our Human Future. Little, Brown and Company. ISBN 978-0316273800.
  25. ↑ Kissinger, Henry; Eric Schmidt; Craig Mundie (2024). Genesis: Artificial Intelligence, Hope, and the Human Spirit. Little, Brown and Company. ISBN 978-0316581295.
  26. ↑ "Henry Kissinger and the Study of Global Affairs".
  27. ↑ Brostoff, David. "Politics Among Realists: Morgenthau, Kissinger, and the Problem of Vietnam". The International History Review: 1041–1060.
  28. ↑ "The Enduring Dilemmas of Realism in International Relations".
  29. ↑ "Henry Kissinger's Moderation Foreign Policy in International Relations".
  30. ↑ The course uses case studies including Henry Kissinger’s diplomatic strategies to illustrate strategic diplomacy, conflict management, and great-power politics. "Harvard Kennedy School: DPI-101 – Introduction to International Relations".{{cite web}}: CS1 maint: multiple names: authors list (ลิงก์)
  31. ↑ Schwartz, Thomas A. "Henry Kissinger: Realism, Domestic Politics, and the Struggle Against Exceptionalism in American Foreign Policy". Diplomacy & Statecraft. 22 (1): 121–141.
  32. ↑ Hitchens, Christopher (2001). The Trial of Henry Kissinger. Verso.
  33. ↑ Isaacson, Walter (1992). Kissinger: A Biography. Simon & Schuster.
  34. ↑ "HENRY A. KISSINGER CHAIR FOR U.S. FOREIGN POLICY".
  35. ↑ "Kissinger and World Order".